วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

“COFFRET D’OR” Power to Beauty Autumn 2008

เมคอัพครบไลน์เพื่อฤดูใบไม้ร่วง
“คาเนโบ” ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น รุกตลาดเครื่องสำอางไตรมาส 3 ด้วย “COFFRET D’OR” Autumn 2008 (คอ-เฟรท์ ดอร์) พลังแห่งความงามเจิดจรัสเพื่อหญิงสาวชาวเอเชียโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยเมคอัพครบไลน์ตั้งแต่เบสเมคอัพ (Base Makeup) และเครื่องสำอางหลากสีสัน (Point Makeup) สะท้อนความงามที่จะสะกดทุกสายตา พร้อมส่วนผสมพิเศษ Double Contrast Pearl ลิขสิทธิ์เฉพาะจากสถาบันวิจัยคาเนโบประเทศญี่ปุ่น “COFFRET D’OR” Autumn 2008 ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ Power to Beauty พลังสู่ความงาม เน้นความหรูหรา ดึงดูดใจด้วยสไตล์อันโดดเด่น COFFRET D’OR TD Eyes 5 โทนสีสดใส อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เด่นที่ใช้การไล่โทนสีจากสีอ่อนไปเข้ม สร้างสรรค์ความคมลึกและความงามตราตรึงให้กับดวงตา ประกอบด้วยส่วนผสมพิเศษของ Pearl 4 ชนิด COFFRET D’OR Autumn 2008 ยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อความงามสมบูรณ์แบบ ด้วย COFFRET D’OR Autumn 2008 Base Makeup รองพื้นครบขั้นตอนที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้า โดดเด่นด้วยส่วนผสม Pure Proof Powder เพื่อรังสรรค์ความกระจ่างใสบริสุทธิ์อย่างเป็นธรรมชาติ เปล่งประกาย ติดทนนาน เผยผิวสวยสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
COFFRET D’OR Autumn 2008 New Lineup
FM Rouge (Color) 10 สี FM Rouge (Glow) 10 สี Full Styling Rouge (Color) 2 สีใหม่ Full Styling Rouge (Glow) 2 สีใหม่ TD Eyes 5 โทนสี
W Styling Eyebrow Pencil Star Dazzling Liner 3 สีใหม่ FS Eyes 5 สี Combient Rouge 5 สีใหม่
COFFRET D’OR Autumn 2008 Base Make
Beauty Lasting Pact UV แป้งรองพื้นเนื้อละเอียด บางเบา SPF 24 PA++ Beauty Lasting Liquid UV รองพื้นเนื้ออ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น SPF26 PA++
Beauty Lasting Veil UV เมคอัพเบส
Makeup Concealer
Make up Powder
Prismal Blush

การไฟฟ้านครหลวง พลิกโฉมการบริการลูกค้าพร้อมปรับปรุงพื้นที่บริการรวมถึงออกแบบเครื่องแบบของพนักงานใหม่โอกาสครบรอบ50ปี

การไฟฟ้านครหลวง พลิกโฉมการบริการลูกค้าพร้อมปรับปรุงพื้นที่บริการรวมถึงออกแบบเครื่องแบบของพนักงานใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ50ปีของการดำเนินงานโดยมีจัดแสดงแบบโดยดาราคู่ขวัญชื่อดัง เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ และ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ณ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่เพลินจิต วันที่ 1สิงหาคม 2551 ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรให้ดูทันสมัยและแสดงความเป็นหนึ่งในองค์กรอีกด้วย โดยมีนายแบบนางแบบมืออาชีพมาร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์พร้อมด้วยพนักงานจากการไฟฟ้านครหลวง ปิดท้ายด้วยการสร้างสีสันบนเวทีด้วยการเดินแบบจากพระนางคู่ขวัญ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ และ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ รวมทั้งในงานนี้ยังได้มีการสาธิตการบริการชำระค่าไฟที่สะดวกและรวดเร็วโดยได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าและสามารถประกันว่าลูกค้าจะใช้เวลาในการชำระเงินเฉลี่ยไม่เกินรายละ3นาที นอกจากนั้นที่จุดบริการเบ็ดเสร็จหรือวันสต๊อป เซอร์วิส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขอใช้ไฟใหม่ การนัดหมายติดตั้ง หรืองานหลักประกัน ลูกค้าจะได้รับความสะดวกรวดเร็ว เป็นการติดต่อที่จุดเดียวเบ็ดเสร็จ และในอนาคตอันใกล้ลูกค้าจะสามารถขอใช้ไฟทางอินเตอร์เน็ทได้โดยไม่จำเป็นต้องมาที่ทำการเขต และงานเอกสารต่างๆจะลดลงให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อสร้างความสะดวกรวดเร็วให้ประชาชนอย่างเต็มที่ และในปีนี้การไฟฟ้านครหลวงจะมีการปรับคอลล์เซ็นเตอร์ หมายเลข1130ด้วย เพื่อการบริการรวดเร็วคล่องตัว และนอกจากนี้ทีมแอมบาสเดอร์ก็จะมีการปรับทีมให้มีความกระชับและมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบสถานีหรือจุดที่เกิดปัญหาไฟดับอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าหลังจากนี้แล้วจะสร้างความพอใจให้ลูกค้าได้เพิ่มขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

“แคนนอน” มุ่งคลุมทุกตลาด ดันแคมเปญ “Canon, It Works!” จับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ

แคนนอน ประเทศไทย ทุ่มงบการตลาดกว่าร้อยล้าน ตอกย้ำความเป็นผู้นำภายใต้กลยุทธ์ “Canon, It Works!”แคมเปญแนะนำโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมทุกการใช้งาน เสริมความคล่องตัวและเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เพื่อตอบโจทย์ความสำเร็จทางธุรกิจ หวังขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในตลาดสินค้าอุปกรณ์สำนักงานภายใน 3 ปี
นายวรินทร์ ตันติพงศ์พานิช ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปส่วนงานคอนซูเมอร์อิมเมจจิ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง(ไทยแลนด์) กล่าวถึงการเปิดตัวแคมเปญ “Canon, It Works!” นี้ว่า “เรามองเห็นโอกาสของสินค้ากลุ่มนี้ แคนนอนต้องการนำเสนอโซลูชั่นเพื่อการดำเนินธุรกิจ และเพื่อสื่อให้กลุ่มลูกค้าเห็นว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแคนนอนสามารถเชื่อมโยงการใช้ระหว่างกันเพื่อเติมเต็มความต้องการให้ผู้ใช้งานจริงที่สำนักงานได้อย่างครบครัน ครอบคลุมการใช้งานในโฮมออฟฟิศ สำนักงานขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อช่วยประหยัดค่าดำเนินการของสำนักงาน ทั้งยังช่วยให้งานมีประสิทธิภาพดีขึ้นเมื่อเลือกใช้งานอย่างถูกวิธี เพราะความสำเร็จสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เริ่มเลือกอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ดังนิยามของคำว่า It works! คือ ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ Start (การเริ่มต้น)”
ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของแคนนอนเปิดเผยถึงการทุ่มงบการตลาดจำนวนกว่าร้อยล้านบาทในครั้งนี้ว่า หลังจากที่แคนนอนได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการดำเนิน กลยุทธ์ “Canon Digital Imaging Solution” สำหรับกลุ่มสินค้าถ่ายภาพและการพิมพ์ภาพไปก่อนหน้านี้ แคนนอนจึงตัดสินใจอัดฉีดงบประมาณอีกหนึ่งร้อยล้านบาทในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2551 เพื่อผลักดันให้เกิดความสำเร็จเช่นเดียวกัน
“งบประมาณการตลาดนี้จะนำไปจัดสรรเพื่อการโฆษณาทางสื่อต่างๆ และจัดกิจกรรมทางตลาด อาทิ การจัดโรดโชว์ตามอาคารสำนักงานต่างๆ หรือจัดสัมมนาแนะนำโซลูชั่นผลิตภัณฑ์แก่ดีลเลอร์และผู้ใช้โดยทั่วไป พร้อมทั้งยังเปิดให้บริการเว็บไซด์ http://www.canonitworks.com/ เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่ผู้ใช้อย่างละเอียด โดยจะมี 2 เฟส เฟสแรกจะเป็นการให้ข้อมูลสินค้าในกลุ่ม It Works พร้อมทั้งเทคโนโลยีของสินค้า และการจัดสัมมนาเกี่ยวกับธุรกิจ SME ที่น่าสนใจ อาทิ สัมมนาประสบการณ์ของนักธุรกิจ SME ที่ประสบความสำเร็จ โดยเจ้าของสาหร่ายเถ้าแก่น้อย ซึ่งจัดจะขึ้นในวันที่ 27 สิงหาคม ที่โรงแรม Sheraton Grand เฟสที่ 2 เปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปลงทะเบียนเพื่อขอรับเครื่องสาธิตไปทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อจริง เพราะอยากให้ลูกค้าได้เห็นประสิทธิภาพของเครื่อง และการนำเสนอบริการหลังการขายและส่วนลดสำหรับหมึกพิมพ์และกระดาษ”
ผลิตภัณฑ์ภายใต้แคมเปญ Canon, It Works!

สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้แคมเปญ Canon, It Works! มีทั้งสิ้น 6 ไลน์ ได้แก่ เครื่องพิมพ์ขนาดพกพา เครื่องพิมพ์แบบออล-อิน-วัน เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ระบบมัลติฟังก์ชั่น เครื่องโปรเจคเตอร์ และกล้องแบบเน็ตเวิร์ค

1. PIXMA Mobile Printer เครื่องพิมพ์แบบพกพาซึ่งผู้ใช้สามารถนำติดตัวไปใช้ได้ในทุกสถานที่ คุณภาพงานพิมพ์สีและขาว-ดำ ระดับเครื่องพิมพ์แบบปกติ ให้ความคล่องตัวด้วยการพิมพ์เอกสารจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค PDA หรือ มือถือ ผ่านสัญญาณ อินฟราเรด หรือ บลูทูธ โดยตรง และมีชุดแบตเตอรี่สำหรับการทำงานนอกสถานที่ และสายชาร์จไฟในรถยนต์

2. PIXMA Business AIO เครื่องพิมพ์ออล-อิน-วัน ด้วยฟังก์ชั่น พิมพ์ สแกน ถ่ายเอกสาร และแฟกซ์ ตอบสนองความต้องการทุกการใช้งาน ให้สีสันงานพิมพ์สมบูรณ์แบบ ละเอียดคมชัด มาพร้อมฟังก์ชั่นรับ-ส่งแฟกซ์สี และโหมดพิมพ์สีหน้าปก CD และ DVD สามารถทำงานภายใต้ระบบ LAN ได้ด้วยเทคโนโลยี built-in network port (รุ่น MX700 , MX850 , MX7600) พิมพ์เอกสาร 2 หน้าอัตโนมัติ (รุ่น MX850 , MX7600) และด้วยเทคโนโลยีล่าสุดที่ทำให้คุณภาพงานพิมพ์จากเครื่องอิ้งค์เจ็ทคมชัดเท่าเครื่องเลเซอร์สี และกันน้ำได้ทั้งแผ่น สีไม่ทะลุหน้าหลังทำให้พิมพ์งานได้ทั้ง 2 หน้า (รุ่น MX7600)

3. Laser Printers ในฐานะผู้ผลิตเลเซอร์พริ้นเตอร์รายใหญ่ที่สุดในโลก แคนนอนจึงคิดค้นเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยจึงให้งานพิมพ์ออกมาเร็วทันใจ และเทคโนโลยีที่ช่วยให้องค์กรคุณประหยัด รวมทั้งเทคโนโลยีที่ทำให้งานพิมพ์ฉับไวไม่ติดขัดโดยไม่ต้องเพิ่ม RAM ตลอดอายุการใช้งาน เทคโนโลยีการทำความร้อนในการรีดผงหมึกลงบนกระดาษที่ร้อนทันทีโดยไม่กินไฟ ประหยัดไฟได้ดีกว่าเทคโนโลยีการให้ความร้อนแบบเดิมได้ถึง 75% และเทคโนโลยี all-in-one cartridge ซึ่งแคนนอนเป็นรายแรกของโลกที่รวมชุดสร้างภาพและชุดทำความสะอาดไว้ด้วยกัน ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่มีค่าบำรุงรักษา และยังช่วยเก็บผงหมึกไม่ให้ฟุ้งกระจายไม่เป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ

4. Multifunction Laser Printers แคนนอนเป็นผู้ผลิตรายเดียวที่มีเทคโนโลยีในการผลิตทั้ง พริ้นเตอร์ สแกนเนอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องแฟกซ์เป็นของตัวเอง ซึ่งช่วยให้การผสมผสานของแต่ละฟังก์ชั่นนั้นกลมกลืน ทำงานราบรื่นไม่มีปัญหาจุกจิกและทนทาน นอกจากฟังก์ชั่นในการพิมพ์ ถ่ายเอกสาร และแฟกซ์ ด้วยระบบเลเซอร์ ซึ่งมีความคมชัดและประหยัดต้นทุนในระยะยาวแล้ว มัลติฟังก์ชั่นเลเซอร์พริ้นเตอร์ของแคนนอนยังมีฟังก์ชั่นเทียบเท่าเครื่องรุ่นใหญ่ เช่น การสแกนเข้า Thumb drive หรือส่งเข้า email (รุ่น MF4680)

5. XEED-LCOS Projector โปรเจคเตอร์ล้ำสมัย ด้วยเทคโนโลยี LCOS (Liquid Crystal on Silicon) ลบข้อจำกัดในการนำเสนอของทั้งระบบ LCD และ DLP ช่วยให้สีสันชัดเจน ภาพเนียนเรียบ ให้การนำเสนอโดดเด่นด้วยความละเอียดในระดับ SXGA+ (รุ่น SX80, SX6, SX7) ที่ให้รายละเอียดได้ชัดเจนทั้งตัวอักษรขนาดเล็ก ภาพลายเส้นที่เน้นรายละเอียด รูปภาพหรือภาพเคลื่อนไหวสีสดใส และสามารถรองรับภาพยนตร์ระดับ High definition movie (รุ่น SX80, SX6, SX7) พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI (รุ่น SX80) และยังสามารถนำเสนอภาพโดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ โดยเชื่อมต่อ Thumbdrive หรืออุปกรณ์ PictBridge ได้โดยตรง

6. Network Camera สุดยอดเทคโนโลยีกล้องเน็ตเวิร์คเพื่อความปลอดภัย ให้ภาพคมชัด ครบถ้วนทุกมุมมอง เหมาะสำหรับผู้บริหารที่ต้องเดินทางตลอดเวลา หรือไม่มีเวลาพอที่จะไปตรวจงานได้ทุกที่ เพราะสามารถให้ network camera จับภาพที่ต้องการได้ทุกเวลา และรับชมภาพผ่านการเชื่อมต่อกับเครือข่าย อาทิ อินเตอร์เน็ต LAN และ Leased Line หรือบันทึกภาพไว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง กล้องเน็ตเวิร์คของแคนนอนให้ภาพที่ชัดเจนจากเลนส์ที่มีคุณภาพ ซูมได้สูงกว่าถึง 26 เท่าแบบ optical พร้อมด้วยความสามารถในการปรับความชัดของภาพ

ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แคนนอนนำมาเปิดตัวในงานนี้มี 6 รุ่น ประกอบด้วย เลเซอร์พริ้นเตอร์ 5 รุ่น ได้แก่ LBP3050, LBP3150, LBP3310, LBP3370 และ LBP5050 และแอล-คอสโปรเจคเตอร์ 1 รุ่น ได้แก่ XEED SX80

พิธีเปิดงาน ยอดข้าวราชินี ข้าวกล้องปรุงเบญจกระยาทิพย์ แรกผลิ๖เฉลิมพระเกียรติฯ

เมื่อเวลา10.00น ของววันศุกร์ที่1สิงหาคม 2551 นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร รถไฟฟ้าบีทีเอสและพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ทำพิธีเปิดงานยอดข้าวราชินี ข้าวกล้องปรุงเบญจกระยาทิพย์ แรกผลิ๖เฉลิมพระเกียรติฯ ณ บริเวณทางเดินเชื่อมสถานีไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติซึ่งงานได้จัดขึ้นระหว่างวันที่1-7สิงหาคม2551โดยความร่วมมือระหว่างรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติและกองทัพอากาศ เนื่องในโอกาส มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และเพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการข้าวกล้องแรกผลิ๖ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในงานได้จัดให้มีนิทรรศการแสดงกรรมวิธีการผลิตข้าวกล้องปรุงเบญจกระทิพย์แรกผลิ๖บ้านยางน้อย ต.ก่อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นสุดยอดข้าวคุณภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงช่วยชะลอความชราและควบคุมน้ำหนัก อุดมด้วยวิตามินและสารอาหารที่มีคุณค่า ช่วยลดโคเลสเตอรอลและป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ พร้อมกับการสาธิตเมนูพิเศษ ข้าวกล้องผัดฉ่าเต้าหู้ โดยนักธุรกิจสาวอินเตอร์คุณรพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ และกาครมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศในการประกวดอาหารที่ทำด้วยข้าวกล้องปรุงแรกผลิ๖โดยชนะเลิศที่เข้ารับรางวัลในครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ นายบุญญภัทร ปริยสกุล จากเมนูชื่อ เทิดไท้องศ์ราชินี รับเงินสด5000บาทพร้อมโล่ รองชนะเลิศ อันดับ1นางสมพร สิทธิสมวงศ์ จากเมนูชื่อข้าวปรุงเบญธัญญาพืชเพื่อสุขภาพรับเงินสด3000บาทพร้อมโล่รองชนะเลิศอันดับ2นางอัญชลี อสงไชยเนาวรัตน์ เมนูชื่อข้าวกล้องผัดสมุนไพรพบปลาแซลมอนรับเงินสด2000บาทและโล่ รางวัลชมเชย2รางวัลรับเงินสดรางวัลละ1000บาทพร้อมประกาศนียบัตรได้แก่นางสาว สุภาภรณ์ ช่างเจรา และนางอรญา เพชรม่อม เมนูชื่อข้าวอบเบญจกระยาทิพย์(เคียงกุ้งทอดสมุนไพร)และข้าวผัดเบจรงค์ ตามลำดับ

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

“โมเว่นพิค” ไอศกรีมระดับโลกจากสวิสเซอร์แลนด์รุกตลาดเอเซีย ประเดิมประเทศไทย เจาะกลุ่มซุปเปอร์พรีเมี่ยมผ่านโรงแรมชั้นนำ 5 ดาว

“โมเว่นพิค” (Movenpick) ไอศกรีมระดับโลกจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เปิดแผนรุกตลาดเอเชีย พร้อมขยายฐานการตลาดในประเทศไทยอย่างชัดเจน ระบุชัดเป็นเจ้าแรกที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับท็อปเอนด์โดยไม่มีคู่แข่ง พร้อมชูจุดขายที่โดดเด่นและแตกต่าง จากการเป็นไอศกรีมที่มีส่วนผสมทุกอย่างที่คัดสรรจากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติชั้นดี อาทิ เม็ดโกโก้จากเมืองมาราไคโบ้ ประเทศเวเนซูเอล่า, วานิลาแท้จากมาดากัสก้า, น้ำเชื่อมเมเปิ้ลจากแคนาดา รวมถึงการใช้ผลไม้อย่างสตรอเบอร์รี่, ผลเบอร์รี่ชั้นดีที่มีความสดอร่อย ผสมผสานสูตรลับฉบับดั้งเดิมที่สร้างความอร่อยที่แตกต่าง ประเดิมวางตลาดในโรงแรมชั้นนำระดับ 5 ดาว และซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำ ตั้งเป้าสร้างยอดขายกว่า 50 ล้านบาทภายในสิ้นปีหน้ามร. โอลิเวียร์ จาคูโบวิซ (Olivier Jakubowicz) ผู้จัดการประจำประเทศไทย โมเว่นพิค (สวิสเซอร์แลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “โมเว่นพิค” (Movenpick) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไอศกรีมระดับเวิล์ดคลาส ซึ่งผลิตและนำเข้าจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีแผนที่ขยายตลาดไอศกรีมระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยมในประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย ทั้งนี้เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับอัพเปอร์คลาส และกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยวางแผนที่จะเปิดสาขาและจุดให้บริการในโรงแรมระดับ 5 ดาว และร้านอาหารชั้นนำ อาทิ โรงแรมสุโขทัย, โรงแรมบันยันทรี, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี (รอยัล เมอริเดียน) เป็นต้น ทั้งนี้หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่าไอศกรีมโมเว่นพิค จะสามารถสร้างการรับรู้ และได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นอย่างดี ในเบื้องต้นนี้คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้กว่า 50 ล้านบาทภายในช่วงสิ้นปีหน้าอย่างแน่นอน“โมเว่นพิคนับว่าเป็นไอศกรีมที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งเป็นผลจากการคัดสรรวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตที่มีคุณภาพสูง จากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ดีที่สุดมาเป็นส่วนผสม อาทิ ไอศกรีมช็อกโกแลต จะมีการคัดเลือกเมล็ดโกโก้จากเมืองมาราไคโบ้ ประเทศเวเนซูเอล่า ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเมล็ดโกโก้ที่ดีที่สุดในโลก วานิลลานำวานิลลาแท้จากมาดากัสการ์ น้ำเชื่อมเมเปิ้ลจากประเทศแคนาดา ในขณะที่ส่วนผสมของสตรอเบอร์รี่ และผลเบอร์รี่มาจากผลสดๆ ที่มีการคัดสรรและเลือกเวลาการเก็บที่เหมาะสม เพื่อให้
สัมผัสรสชาติของเนื้อผลไม้ได้อย่างเต็มอิ่ม ครีมก็ใช้ครีมสดแท้ ส่วนสีและกลิ่นก็มาจากธรรมชาติโดยมิได้ปรุงแต่ง โดยผ่านกระบวนการผลิตในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และส่งตรงเข้ามายังประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย ภายใต้การดูแลรักษาคุณภาพเป็นอย่างดีจากระบบควบคุมความเย็นที่ระดับลบ 25 องศาเซลเซียส เพื่อให้คงสภาพความสดอร่อยถึงมือผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง” มร.โอลิเวียร์กล่าวไอศกรีมโมเว่นพิค ถือกำเนิดในปี ค.ศ.1961 จากพ่อครัวของร้านไอศกรีมโฮมเมดในโรงแรมโมเว่นพิค ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ต้องการปรุงรสไอศกรีมที่มีความอร่อยให้กับลูกค้า จึงมีการคิดค้นส่วนผสมชั้นเลิศในสไตล์ของตัวเอง ทำให้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของไอศกรีมชั้นดีที่ลูกค้าโปรดปราน ต่อมากิจการมีการขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นรูปบริษัท แต่การดำเนินการผลิตยังคงสูตรลับของความอร่อยไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้โมเว่นพิคสามารถขยายสาขาไปทั่วโลก สำหรับไอศกรีมโมเว่นพิคในประเทศไทย มีการนำเข้ามาให้ลิ้มลองกันถึง 10 รส อันได้แก่ วานิลลา สตรอเบอร์รี่ สวิสช็อกโกแลต เอสเพรสโซ่ คาราเมลริต้า สตราคชิอาเทลล่า (Stracciatella ไอศกรีมรสครีมแทรกด้วยชิ้นช็อกโกแลต) เมเปิลวอลนัต แพชชั่นฟรุตแอนด์แมงโก้ เลม่อนแอนด์ไลม์ และราสเบอร์รี่ เป็นต้น“จากการวิเคราะห์สภาพโดยรวมของตลาดไอศกรีมในประเทศไทย พบว่ามียอดขายราวๆ 11,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างสูง โมเว่นพิคเป็นไอศกรีมระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยมที่ถือว่าไม่มีคู่แข่งในตลาดนี้ จึงค่อนข้างได้เปรียบในการขยายตลาดสู่กลุ่มลูกค้าระดับอัพเปอร์คลาส โดยวางแผนที่จะรุกไปตามเมืองหลวงและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ อันได้แก่ กรุงเทพฯ , ภูเก็ต และ เชียงใหม่ ส่วนการขยายตลาดในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้แก่ ประเทศจีน ตามเมืองใหญ่ต่างๆ อาทิ ฮ่องกง , เซี่ยงไฮ้ , ปักกิ่ง และในประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น” มร.โอลิเวียร์กล่าว

เปิดตำนานบทเพลงไทยอมตะกับชีวิตชีวาใหม่ๆในหนังสือเพลงสยาม:SIAM SONGBOOK

หนังสือเพลงสยามหรือSIAM SONGBOOKเป็นโครงการดนตรีต่อเนื่องมาจากอัลบั้ม ซึม เศร้า เหงา แฮ้งก์(2548)และมนต์เพลงคาราบาว(2550)ที่ผลิตโดยสหายดนตรีหรือThe Music Comradesกลุ่มคนที่เกิดจากการรวมตัวของนักดนตรี/นักร้อง/นักแต่งเพลง/โปรดิวเซอร์ฝีมือดีและแต่ละคนมีผลงานปรากฎมากมายในวงการดนตรีไทย ความคิดของโครงการนี้เริ่มต้นในค่ำวันหนึ่ง เมื่อเรา นัดดา บุรณศิริ กรรมการผู้จัดการ วอร์เนอร์ มิวสิค(ประเทศไทย)สหายดนตรีและผม นั่งพูดคุยถึงเพลงไทยสากลเก่าๆที่มีช่องทางนำเสนอน้อยลงทุกทีและดูเหมือนกำลังเลือนหายไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมผลลัพธ์ของการพูดคุยคราวนั้นได้กลายเป็นSIAM SONGBOOKโครงการที่มีเจตรมณ์ต้องการเชื่อมโยงและถ่ายทอดเพลงไทยในอดีตอันยาวนานสู่คนไทยในรุ่นปัจจุบันบทเพลงที่มีความไพเราะของท่วงทำนองที่แสดงความเป็นไทยความวิจิตรบรรจงในการใช้ถ้อยคำเชิงกวี และบอกเล่าสู่ยุคสมัยที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้บทเพลงที่มีคุณค่าเหล่านั้นถูกลืมเลือนไป และเป้าหมายในครั้งนี้เพื่อยืนหยัดต่อคุณลักษณ์ของแต่ละเพลงแต่ส่งผ่านออกมาโดยการเรียบเรียงดนตรีแตกต่างไปจากต้นฉบับเดิมและเปิดโอกาสให้นักร้องที่คัดสรรมาได้ร้องในวิธีที่ไม่ใช่การลอกเลียนแบบจากนักร้องชั้นเลิศผู้ให้เสียงต้นฉบับผมอยากให้พวกเขาได้ใส่ลายเซ็นเฉพาะตนลงไปบนตัวเพลงและทำให้เพลงเหล่านั้นได้กลายเป็นเพลงของพวกเขาเอง การมอกหน้าที่ให้นักร้องรุ่นใหม่ๆมาตีความในสไตล์ของแต่ละคนจะทำให้เพลงไทยในอดีตสามารถเกาะเกี่ยวกับปัจจุบันเข้าถึงคนฟังเพลงรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้นและใกล้ชิดขึ้น

เปิดรับความมีสไตล์ไปกับ CASIO, GUESS, GC, MARC ECKO และ NAUTICA

บริษัท เซ็นทรัลเทรดดิ้ง จำกัด บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป (ซีเอ็มจี) ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นาฬิกาแบรนด์เนม ได้แก่ CASIO, GUESS, GC, MARC ECKO และ NAUTICA นาฬิกาหรู คุณภาพสูงที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก พร้อมกันเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ที่งาน Siam Paragon World Watch & Jewelry 2008 ภายในงานท่านจะได้พบกับไฮไลท์ของนาฬิกา 5 แบรนด์ดังและคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดก่อนใคร อาทิเช่น CASIO-G-SHOCK Frogman, Edifice Gold Label, GUESS-Capri, GC-Sport Class Lady, MARC ECKO-The Daydream และ NAUTICA-Clipper โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท เซ็นทรัลเทรดดิ้ง และคุณ สฤษดิพงษ์ รัตนาพต ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายบริหารสินค้า A1 สยามพารากอน พร้อมด้วยบุคคลในแวดวงสังคม และศิลปิน-ดาราที่จะมาสร้างสีสันในงานอย่างคับคั่ง อาทิเช่น นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง โอ้ – มาริโอ้ เมาเร่อ และ สายป่าน – อภิญญา สกุลเจริญสุข สองนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง “เฟรนด์ชิพ เธอกับฉัน” ที่จะมาร่วมเพ้นท์เสื้อโลโก้ครบรอบ 25 ปีนาฬิกา G-SHOCK และร่วมสนุกเล่นเกมส์ชิงของที่ระลึกในบูธของนาฬิกา CASIO ตามด้วยนางแบบสุดฮอตและนักแสดงชื่อดัง อาทิเช่น คุณซาร่า บอลล์ นางแบบชื่อดังเจ้าของตำแหน่งเปรียวซุปเปอร์โมเดล ที่จะมาร่วมพูดคุยถึงการเลือกซื้อนาฬิกาพร้อมทั้งแนะนำนาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่ของ GUESS ซึ่งเป็นนาฬิกาสวยหรูในแนวแฟชั่น และ คุณนาตาลี เจียรวนนท์ นักแสดงชื่อดังจากละครเรื่อง “ทะเลสาบสีเลือด” ที่มาร่วมพูดคุยถึงรสนิยมในการเลือกนาฬิกาและไลฟ์สไตล์ของตัวเองที่เหมาะกับดีไซน์ของนาฬิกา GC ซึ่งเรียบง่ายหรูหราอย่างมีสไตล์ตามมาตรฐานสวิส

เปิดตัว คอลลาจีน่า ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวระดับพรีเมี่ยมจากสวิสเซอร์แลนด์ ชูคอนเซ็ปต์ออร์แกนิกสกินแคร์ 100% ตั้งเป้าดันยอดขาย 100 ล้าน ภายในปีแรก

บริษัท บิวตี้ แอนด์ เฮลตี้โซน จำกัด เปิดตัว คอลลาจีน่า (COLLAGINA) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติระดับพรีเมี่ยมจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พร้อมลุยตลาดเพื่อสุขภาพและความงาม โดยวางจุดยืนผลิตภัณฑ์ที่มาจากพืชธรรมชาติออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมดันยอดขายสู่ 100 ล้านบาทในปีแรก กัณฐาภรณ์ ตันติพิบูลทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวตี้ แอนด์ เฮลตี้โซน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอลลาจีน่าเปิดเผยว่า เหตุผลที่ตัดสินใจนำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวคอลลาจีน่าเข้ามาจัดจำหน่ายในเมืองไทย เพราะคอลลาจีน่าเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่สกัดจากพืชธรรมชาติบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ และพืชเหล่านั้นถูกปลูกในแปลงปลูกโดยวิธีออร์แกนิก ซึ่งถ้าเปรียบเทียบในตลาดสกินแคร์ประเทศไทย ยังไม่มีแบรนด์ใดที่ระบุได้ว่า ผลิตภัณฑ์ทุกตัวมาจากการปลูกพืชด้วยระบบออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงตั้งใจที่จะหยิบจุดเด่นนี้ขึ้นมาเป็นจุดขาย เพื่อสร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาด ทั้งนี้ ได้เริ่มนำเข้าผลิตภัณฑ์คอลลาจีน่า มาตั้งแต่ ปี 2546 แต่ในช่วงนั้นเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่ม หมอ พยาบาล และโฮลิสติคสปาต่างๆ เนื่องจากคอลลาจีน่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากในแวดวงเมดิคัลสปาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และฝั่งยุโรป ดังนั้นในช่วงแรกที่นำเข้ามาจึงเน้นไปยังกลุ่มคนเหล่านี้ก่อน หลังจากลองตลาดมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง พบว่า คอลลาจีน่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของยอดขายกว่า 20% ทุกปี จึงตัดสินใจเปิดตัวเข้าสู่ตลาดสกินแคร์ เพื่อจำหน่ายแก่ลูกค้าในกลุ่มตลาดระดับพรีเมี่ยมอย่างจริงจังในปีนี้ บริษัท บิวตี้ แอนด์ เฮลตี้โซน จำกัด ได้ตั้งงบการตลาดของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์คอลลาจีนาไว้ประมาณ 20 ล้านบาท โดนมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ ผ่านการจัดกิจกรรมการตลาดที่ส่งเสริม Brand Experience ในสาววัยทำงาน ณ อาคารสำนักงานต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ และจัดโปรโมชั่น ณ จุดขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อกระตุ้นการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ กลุ่มธนาคาร และบริษัทประกันชีวิต เพื่อรุกเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอีกทางหนึ่งด้วย กัณฐาภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คออลาจีน่าวางโพซิชั่นนิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกสกินแคร์ เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงอายุ 25-45 ปี ซึ่งเป็นผู้หญิงวัยทำงาน ในคอนเซ็ปต์ ‘Organic Skincare for Organic Beauty’ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติเพื่อความสวยอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีผลิตภัณฑ์หลายหมวดหมู่ อาทิ แก้ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ไวท์เทนนิ่ง และกันแดด จำหน่ายในราคา 1,200-6,000 บาท ผ่านเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป และมีแผนที่จะเปิดเคาน์เตอร์ที่เซ็นทรัล ชิดลม สยามพารากอน และดิ เอ็มโพเรียม ภายในปลายปีนี้ โดยตั้งเป้ายอดขายรวมถึงสิ้นปีไว้ที่ 50 ล้านบาท “คอลลาจีนา ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่สวิสเซอร์แลนด์และฝั่งยุโรป ด้วยคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากธรรมชาติบริสุทธิ์ 100% จึงมั่นใจว่าปราศจากอาการแพ้และเหมาะกับทุกสภาพผิวหน้า ที่สำคัญคอลลาจีนายังบำรุงลึกถึงชั้นโครงสร้างผิวหน้า แก้ไขทุกปัญหาที่ต้นเหตุและสามารถใช้ได้ต่อเนื่องโดยไม่ทำให้ชั้นผิวหน้าบอบบางลง จึงมั่นใจว่าด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจะทำให้คอลลาจีนาเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาดสกินแคร์ของไทยได้ไม่ยากนัก” กัณฐาภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

Tiny Tykes ร่วมแบ่งฝันปันอ่าน"สู่เด็กด้อยโอกาส"

ในงาน "Sharing Dream-Sharing Books: From Me to Friends ทอฝันปันอ่านจากหนูสู่เพื่อน" จัดขึ้นอย่างอบอุ่น สามารถสัมผัสบรรยากาศโรแมนติก เสมือนนั่งสูดอากาศบริสุทธิ์กลางสวนสวย โดย คุณบี-รังสิมา ภักดีภูมิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทคส์ จำกัด กล่าวว่าไทนี่ ไทคส์เริ่มขึ้นจากความตั้งใจของคุณบีเอง ที่เป็นคุณแม่คนหนึ่ง ที่ต้องการผลิตเสื้อผ้าเด็กคุณภาพดี น่ารัก เก๋ๆ แต่เรียบง่ายเหมือนกับที่ชอบเดินหาซื้อให้กับลูกทั้งสาม ไทนี่ ไทคส์เริ่มวางขายในร้านใจกลางเมืองกรุงเทพฯตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเรามีเสื้อผ้าเด็กตั้งแต่วัย 1-6 ขวบ และมีหลากหลายคอลเลคชั่นให้เลือก โดยคอลเลคชั่นล่าสุด คือ Fun Knowledge โดยมีคอนเซ็ปต์ที่จะเราอยากสอดแทรกความรู้ที่ไม่น่าเบื่อ
โครงการ "Sharing Dream-Sharing Books: From Me to Friends ทอฝันปันอ่านจากหนูสู่เพื่อน" ได้ร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก เพื่อบริจาคหนังสือส่งต่อความรู้สู่เด็กด้อยโอกาส สามารถบริจาคหนังสือได้ที่เคาน์เตอร์ไทนี่ ไทคส์ ทุกสาขา ได้แก่ สยามพารากอน,ดิเอ็มโพเรียม,เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และเดอะมอลล์บางกะปิ สำหรับหนังสือที่นำมาบริจาคจะได้รับคูปองส่วนลดสำหรับการซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ ไทนี่ ไทคส์ 20% โดยรายได้ส่วนหนึ่งของการขายสินค้าคอลเลคชั่นนี้ จะนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กต่อไป ซึ่งโครงการฯ นี้จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 31 ตุลาคม 2551 นี้

โครงการฉลากเขียว รักคุณ รักษ์โลก

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ)กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) และองค์กรต่างๆในภาคเอกชนร่วมโครงการ"ฉลากเขียว รักคุณ รักษ์โลก" พร้อมเสวนาในหัวข้อ "ดูฉลากเขียว ได้สินค้าดี เพื่อโลกสีเขียว" และจัดโรดโชว์โครงการฯตามสาขาต่างๆในเครือ เซ็นทรัลฯ ภายในเดือน ก.ค.ถึง ก.ย. 2551 เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักในการใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งยังนำไปสู่การพัฒนาประเทศและโลกอย่างยั่งยืน
นายไพโรจน์ สัญญะเดชากุล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ) กระทรวงอุตสาหกรรม และประธานในพิธี กล่าวว่า ปัจจุบัน คนไทยมีความตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อม รับรู้ถึงความรุนแรงของปัญหาและผลกระทบที่ีตามมามากยิ่งขึ้น ที่มีสาเหตุจากสภาวะโลกร้อน การมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม บางคนหันมา บริโภค "สินค้าฉลากเขียว"
ส่วนโครงการ "ฉลากเขียว รักคุณ รักษ์โลก" ในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ ที่จะต้องนำไปสู่การปฏิบัติด้วยความร่วมมือของภาคส่นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามบทบาท และความรับผิดชอบของตน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชนในวงกว้าง จึงได้ดำเนินการจัดโรดโชว์ไปตามสาขาต่างๆ ของห้างสรรพสินค้าในเครือ เซ็นทรัลฯ โดยมีผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม ดร.ไชยยศ บุญญากิจ รองประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า "เดิมเราคิดว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องเป็นหน้าที่ของผู้ผลิต คือ โรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยของเสียทำให้เกิดมลพิษต่างๆ หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ ต้องเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง" "ฉลากเขียว" เป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการฟื้นฟูและรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมตลอดจนการพัฒนาประเทศด้วยวิธีการต่างๆ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและแนวคิดดังกล่าวเยอรมันเป็นประเทศแรกที่เริ่มโครงการนี้ในปี 2520 จนถึงปัจจุบันมีมากกว่า 30 ประเทศ
รองประธานสถาบันฯ ยังได้กล่าวเน้นย้ำในแนวคิดหลักของโครงการฉลากเขียวว่า เป็นความต้องการให้ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยยึดหลักการที่ว่า ลดมลภาวะสิ่งแวดล้อมโดยรวมภายในประเทศ ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับสินค้าฉลากเขียวอย่างเป็นกลางเพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อ และผลักดันให้ภาคการผลิตได้นำเทคโนโลยี และวิธีการผลิตมาใช้ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาว

งานรถยนต์หรู Lamborghini Gallardo LP560-4

งานรถยนต์หรู Lamborghini Gallardo LP560-4 สุดยอด ซุปเปอร์คาร์กระทิงดุตัวใหม่ ในงาน“Always Different Always Lamborghini เปิดตัวกระทิงดุ “กาญาร์โด แอล พี 560-4” เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ 1 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ล้นหลามคราคร่ำไปด้วยแขกเหรื่อกับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์หรูหราและสื่อมวลชน และปิดท้ายปาร์ตี้ด้วยแฟชั่นโชว์สวยๆ บริษัท นิช คาร์ จำกัด จัดงานเปิดตัว แลมบอร์กินี “กาญาร์โด แอล พี 560-4” นวัตกรรมล่าสุดจากแลมบอร์กินีสำหรับ Gallardo LP560-4 ตัวใหม่นี้ Lamborghini ได้ปรับเปลี่ยนข้อกำหนดทางมาตรฐานสำหรับรถซุปเปอร์คาร์ ให้สูงขึ้น โดยเครื่องยนต์รหัสใหม่ล่าสุด ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบถาวร (Full time 4WD)ระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหมด ทำให้ Gallardo LP560-4 มีสมรรถนะสูงและมีแฮนด์ลิ่งที่สามารถตอบสนองการควบคุมรถที่ยอดเยี่ยมทั้งในทางตรงและในโค้ง ด้วยเอกลักษณ์ซึ่งยังคงความเป็น Lamborghini ที่ก้าวล้ำนำหน้าไปอีกหนึ่งก้าวซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน กับราคาเบา ๆ แค่ 26.5 ล้านบาทเท่านั้น ทางบริษัท นิชคาร์ ได้เนรมิตพารากอนฮอลล์ ให้เปรียบเสมือนอยู่ใน กรุงโรม จากนั้นเปิดตัวพระเอกของงาน Lamborghini Gallardo LP560-4 โดยคุณ วิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้บริหาร บ. นิช คาร์ จำกัด ตระการตาด้วยโชว์ชุดพิเศษ จากเหล่านายแบบ นางแบบชื่อดัง อาทิเช่น ซินดี สิรินยา บิช๊อบ,สา มาริสา แอนนิต้า ในชุดเสื้อผ้าจากแบรนด์ Lamborghini เป็นครั้งแรกในประเทศไทย รวมทั้ง เหล่าดารา ไฮโซ และแขกผู้มีเกียรติ ที่มีชื่อเสียงในวงสังคม ซึ่งให้เกียรติมาร่วมงานเปิดตัวในครั้งนี้ด้วย lamborghini Gallardo LP560-4 ข่าวคึกโครมที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ได้ประสบพบเห็นการทดสอบรถ Lamborghini Gallardo LP560-4 กำลังทดสอบอย่างเอาจริงเอาจังที่โปรตุเกต แต่ตัวถังรถส่วนใหญ่ได้ถูกอำพรางคงเหลือแต่โคมไฟหน้าและไฟท้ายเท่านั้น สิ่งที่ได้พบเห็นคือรูปลักษณ์ภายนอกที่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ่งที่โดดเด่นคือกันชนหน้าที่ถูกคว้านให้ช่องลมเปิดกว้างขึ้นและไฟท้ายซึ่งใช้เทคโนโลยี่ LED ซึ่งน่าจะรวมปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทั้งสี่ Gallardo LP560-4 ก็น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับกลุ่มรถซูเปอร์คาร์คอลัมน์ในนิตยสารยานยนต์หลายฉบับกำลังเอ่ยถึง Lamborghini LP560-4 ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไฮไลท์ที่สุดในงานมอเตอร์โชว์ที่เจนีวา การเปิดตัวในไทยก็มาถึง Lamborghini LP560-4 รูปลักษณ์ใหม่ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการในนามบริษัท นิชคาร์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในประเทศไทย นิชคาร์ได้นำ Gallardo LP560-4 รุ่นที่เป็น Concept ตัวที่ร้อนแรงที่สุดในกลุ่มรถซูเปอร์คาร์ขนาดกลางที่รุนแรงที่สุดในโลก มาให้นักขับที่หลงไหลในซูเปอร์คาร์ระดับโลกจากอิตาลีได้สัมผัสตัวจริง ณ พารากอนฮอลล์ 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันนี้ Lamborghini Gallardo LP560-4 รุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้รหัสตัวถัง LP560 ซึ่งมาแทน L140 เดิม มาด้วยนวัตกรรมทางวิศวกรรมชั้นสูงจากกลุ่มวิศวกรของ Lamborghini ภายใต้ Concept ของรถในยุคที่เป็น สุดยอดของเทคโนโลยี่ซอฟแวร์และวัสดุสังเคราะห์น้ำหนักเบาพร้อมทั้งการพัฒนาขั้นสุดยอดทางด้านโลหะศาสตร์ ทำให้รถรุ่นใหม่มีน้ำหนักที่น้อยลงแต่พละกำลังที่เพิ่มขึ้น Gallardo LP560-4 มาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ V10 สูบ บล็อคทำมุม 90 องศา อัลลูมินั่มเกรดพิเศษที่แข็งแรงและน้ำหนักเบา ขุมพลัง 560PS แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดถึง 540 Nm ที่ 6,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์วแปรผันปรับปรุงใหม่พร้อมลดแรงเสียดทานทางกลในส่วนของกลไกเปิด/ปิดวาล์ว ตอบสนองรอบเครื่องยนต์ที่รวดเร็วโดยค่าไอเสียที่ปล่อยออกมาต่ำลง ระบบกันสะเทือนหน้าและหลัง ออกแบบใหม่หมด และทำจากอลูมินั่มน้ำหนักเบาทุกชิ้นพร้อม Tie – rodในระบบกันสะเทือนหลังที่สามารถปรับมุม Toe ได้และผลิตจากอลูมินั่มเช่นเดียวกัน ระบบเบรคและ E-gear ที่ตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น พร้อมอัตราเร่งจากจุดหยุดนี่ง ถึง 100กม./ชม. ภายใน 3.7 วินาที ทำให้ Gallardo LP560-4 ใหม่ รวดเร็วและเหนือชั้นกว่าคู่แข่งในรถระดับเดียวกัน ซึ่งยังคงเป็นเอกลักษณ์เสมือนรุ่นพี่อย่าง Murcielago ที่เคยเป็นมา

โกดัก เปิดตัว Kodak Adaptive Picture Exchange ครั้งแรกในไทย

สุดยอดเครื่องพิมพ์ภาพดิจิตอลระบบดรายแล็ป ที่ปรับขยายและประกอบให้เหมาะสมได้ตามขนาดธุรกิจ บริษัท โกดัก (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการถ่ายภาพของโลก ล่าสุดเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ปฏิวัติวงการพิมพ์ภาพดิจิตอล Kodak Adaptive Picture Exchange หรือ APEX สุดยอดเครื่องพิมพ์ภาพดิจิตอลระบบดรายแล็ป (Dry Lab) ซึ่งไม่ใช้น้ำยาเคมี จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญเป็นระบบที่ปรับขยายและประกอบให้เหมาะสมได้ตามขนาดธุรกิจ (Modular System) โดยได้รวบรวมเอาสุดยอดฟังก์ชั่นการใช้งาน เน้นคุณสมบัติเด่น ยืดหยุ่น ประยุกต์ได้และใช้งานง่าย APEX เป็นนวัตกรรมเครื่องพิมพ์ภาพดิจิตอลที่รวบรวมเอาฟังก์ชั่นการใช้งานต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดการพิมพ์ภาพจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ใช้งานง่าย สะดวก และเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพการพิมพ์ อีกทั้งยังประหยัดต้นทุน ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจแล็บสี สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่ล้ำสมัยของ APEX สามารถพิชิตรางวัล “DIMA Innovative Digital Product Award” ในงาน “Photo Marketing Association Show (PMA) 2008” ณ นครลาสเวกัสนายพัลลภ สันติพันธ์ ผู้จัดการธุรกิจระบบผลิตภัณฑ์ดิจิตอลและฟิล์ม ประจำประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา บริษัท โกดัก (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ธุรกิจถ่ายภาพดิจิตอลกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจแล็บสี จึงต้องการตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันต้องช่วยประหยัดต้นทุนและความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่ง APEX นับได้ว่าเป็นสุดยอดนวัตกรรมการพิมพ์ภาพดิจิตอลที่ล้ำสมัยที่สุดในธุรกิจแล็บสีปัจจุบัน เนื่องด้วยคุณสมบัติต่างๆมากมาย อาทิความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ การสร้างผลกำไรอย่างรวดเร็ว ง่ายต่อการใช้งาน และการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”ด้วยโซลูชั่นครบวงจรนี้ ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจแล็บสี สามารถสนองตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลาย เพราะ APEX สามารถพิมพ์ภาพได้ทุกแบบ หลายสไตล์ และยังประหยัดต้นทุนการผลิตอีกด้วย เนื่องด้วยคุณสมบัติที่ง่ายต่อการใช้งานนี้เอง APEX จึงช่วยย่นระยะเวลาในการติดตั้งและฝึกอบรมผู้ใช้งาน นอกจากนี้ คุณสมบัติและประโยชน์ต่างๆที่ผู้ประกอบการธุรกิจแล็บสีจะได้รับ คือสามารถใช้งานสะดวกด้วยจำนวนอุปกรณ์ที่น้อยลง และด้วยส่วนประกอบของ APEX ที่เพิ่มขนาดได้ตามความจำเป็นของร้านค้า จึงไม่จำเป็นต้องลงทุนมากจนกว่าธุรกิจจะมีความมั่นคง” นายพัลลภกล่าวเสริมระบบการทำงานที่สมบูรณ์แบบของ APEX ประกอบด้วย เครื่องพิมพ์ภาพ Kodak Photo Printer 7000 กระดาษ Kodak XtraLife II Paper เครื่องพิมพ์ภาพสองด้าน DL 2100 Duplex Printer เครื่องเวิร์คสเตชั่น APEX ที่มาพร้อมกับซอฟท์แวร์ Kodak Advanced Workflow Management ทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจแล็ปสี สามารถปรับขยายขนาดของเครื่องได้ตามปริมาณการพิมพ์ภาพที่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจขยายตัวขึ้น เครื่องพิมพ์ภาพ Kodak Photo Printer 7000 กระดาษ Kodak XtraLife II Paper เป็นเครื่องพิมพ์ที่ได้รับการพัฒนามาถึงรุ่นที่5 ของตระกูลเครื่องพิมพ์ภาพสีของโกดัก ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาจากประสบการณ์และความน่าเชื่อถือที่โกดักสั่งสมมานานในด้านการพิมพ์ภาพด้วระบบการพิมพ์แบบใช้ความร้อน (Thermal Printing) นอกจากนี้ APEX ยังเป็นระบบการพิมพ์ภาพสีสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยระบบแรกของโลกที่สามารถพิมพ์ภาพได้หลากหลายขนาดในเครื่องเดียว ทำให้การพิมพ์ภาพง่าย และสะดวกเพียงแค่นับ 1 - 2 และ 3- สั่งพิมพ์ภาพจำนวนมากได้ภายในเครื่องเดียว- เลือกรูปแบบการเคลือบเงา หรือด้าน- เลือกขนาด ได้ทั้ง 4x6, 6x8 และแบบมีขอบ 5x7- ด้วยเทคโนโลยีใหม่ Clear Caption ลูกค้าสามารถพิมพ์ข้อความลงบนภาพได้อีกด้วยเครื่องพิมพ์ภาพสองด้าน KODAK DL2100 Duplex Printer เป็นเครื่องพิมพ์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจแล็บสีสามารถผลิต Photo book แบบ 2 ด้าน ปฏิทิน และบัตรอวยพร ได้สะดวกรวดเร็วด้วยอุปกรณ์ขนาดเล็ก เนื่องจากเครื่องพิมพ์ดังกล่าวใช้เทคโนโลยี LED จึงมั่นใจได้ว่าภาพที่พิมพ์ออกมาจะมีคุณภาพดีกว่าการพิมพ์แบบเลเซอร์อย่างแน่นอน และ KODAK DL2100 Duplex Printer เท่านั้นที่สามารถพิมพ์ภาพระดับมืออาชีพได้ในราคาย่อมเยานวัตกรรมล่าสุด “เครื่องปฏิบัติการ KODAK Adaptive Picture Exchange (APEX Workstation)” ศูนย์กลางของระบบทั้งหมด ซึ่งประกอบไปด้วยการประมวลผลแบบ high-speed dual-core และซอฟแวร์ตัวใหม่ล่าสุด APEX workflow management ที่ทำให้เครื่องปฏิบัติการ APEX มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจแล็บสี สามารถทำงานได้สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะ APEX สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องสั่งงานของโกดักรุ่น G3, G4 หรือ G4x ได้มากถึง 13 เครื่อง นอกจากนี้ผู้ประกอบธุรกิจแล็บสี ยังสามารถเชื่อมต่อ APEX กับเว็บไซต์ของร้าน หรือรับงานจากช่องทางภายนอกอื่น ๆ ด้วยระบบนี้ผู้ประกอบการแล็บสีสามารถรับคำสั่ง จัดการ และผลิตงานพิมพ์ระดับคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น Kodak Picture Movie DVD ที่มาพร้อมกับเพลงประกอบจากศิลปินยอดนิยม, โปสเตอร์, Photo book, ปฏิทิน, กรอบภาพ และบัตรอวยพร“APEX ได้รับการออกแบบด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่สามารถปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และขนาดของร้านแล็บสี แต่ยังคงไว้ซึ่งประโยชน์การใช้สอยเพื่อการพิมพ์ภาพสีที่มีคุณภาพ ซึ่งสินค้าและบริการล้ำสมัยเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้แก่ผู้ประกอบการเล็บสีได้อย่างแน่นอน” นายพัลลภกล่าวปิดท้ายKodak Kodak คือบริษัทชั้นนำด้านนวัตกรรมการถ่ายภาพของโลก ทั้งนี้บริษัทฯ มุ่งเน้นที่จะช่วยให้ผู้บริโภค กลุ่มธุรกิจ และผู้สร้างสรรค์งานระดับมืออาชีพ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ และข้อมูลต่างๆ ของเราให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงาน และการดำเนินชีวิตประจำวัน อย่างมีประสิทธิภาพ

อาดามัสฯจัดคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ "SMTOWN LIVE ‘08 in BANGKOK แฟนคลับจ้องจองตั๋วตรึมแล้ว คาดโกยเงินกว่า 100 ลบ.

บมจ.อาดามัส อินคอร์ปอเรชั่น สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง จับมือ SM Entertainment จัดคอนเสิร์ต YAMAHA Presents SMTOWN LIVE' 08 IN BANGKOK นำศิลปินดังจากเกาหลีร่วมสั่นสะเทือนวงการ นำโดย ดงบังชินกิ, ซุปเปอร์ จูเนียร์, Girl's Generation, The Grace และศิลปินชั้นนำอื่นๆ เตรียมระเบิดความมันส์แบบเต็มอิ่มกว่า5 ชั่วโมง ต่อหน้าแฟนๆ กว่า 40,000 คน ที่สนาม ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ปีนี้ งานนี้ "กิตติวัฒน์ มโนสุทธิ" คาดโกยเงินกว่า 100 ลบ.ระบุแม้ยังไม่เปิดจองตั๋วแต่มีแฟนคลับทั้งในและนอกประเทศติดต่อขอซื้อบัตรแล้วกว่า 10,000 ใบ นายกิตติวัฒน์ มโนสุทธิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาดามัส อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ADAM) เปิดเผยว่าในวันนี้(29 กรกฎาคม 2551)บริษัทได้เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการสำหรับคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ "YAMAHA Presents SMTOWN LIVE' 08 IN BANGKOK" โดยที่ประเทศไทย เป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่ SM Entertainment ยอมรับให้มีการจัดงานยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ เพราะความไว้ใจในความสำเร็จของคอนเสิร์ต ดงบังชินกิ ครั้งที่ผ่านมาซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก และครั้งนี้ก็จะสร้างความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันโดยจะได้พบกับศิลปินดังสุดฮอต นำโดย ดงบังชินกิ, ซุปเปอร์ จูเนียร์, Girl's Generation, The Grace และศิลปินชั้นนำอื่นๆ แฟนพันธุ์แท้จะได้สนุกแบบเต็มอิ่มกว่า 5 ชั่วโมงเต็มความจุสนามประมาณ 40,000 คน ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ "ตอนนี้มีแฟนคลับจากทั้งในและต่างประเทศที่ทราบข่าวการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้แจ้งความประสงค์ต้องการจะจองตั๋วคอนเสิร์ตเกือบ 10,000 ใบแล้ว ซึ่งเราคาดว่าจะเปิดทำการพรีเซลตั๋วได้ช่วงกลางๆ เดือนสิงหาคม และประมาณเดือนกันยายน เบื้องต้นคาดว่าจะมีการแถลงข่าวอีกครั้งพร้อมกับศิลปินที่จะมาร่วมในคอนเสิร์ต และเปิดขายตั๋ว ทั้งนี้จากการประเมินคร่าวๆ อาดามัสฯ มั่นใจว่ายอดรายได้จากการจัดงานครั้งนี้จะมากกว่า 100 ล้านบาทได้ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้เป็นจากผู้ให้การสนับสนุนประมาณ 30 ล้านบาท ส่วนที่เหลือมาจากการขายตั๋ว ซึ่งในส่วนของผู้สนับสนุนยังได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากเป็นงานแสดงใหญ่ที่จะมีขึ้นเฉพาะในเกาหลีใต้ ไทย และจีนเท่านั้น สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 60-70 ล้านบาท" ทั้งนี้ คอนเสิร์ต "YAMAHA Presents SMTOWN LIVE' 08 IN BANGKOK" ทางอาดามัสฯ ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่มอบให้กับทุกคน โดยทางเกาหลีแจ้งว่าจะเป็น SMTOWN คอนเสิร์ตสุดท้ายของปีนี้ ส่วนเรื่องราคาบัตรจะอยู่ในช่วง 800-4,500 บาท ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สบายกระเป๋าของแฟนคลับ สำหรับสาเหตุที่ต้องจัดงานที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เพราะเป็นสถานที่เดียวที่สามารถรองรับพลังของแฟนๆ ได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าสนามจะใหญ่ อยู่ไกล แต่จะมีจอยักษ์ในงานฉายให้เห็นกันเต็มตาทั้งแสง สี เสียง เหมือนยืนติดขอบเวทีเลย ซึ่งรับรองว่าจะประทับใจแบบไม่รู้ลืม อย่างไรก็ตามคอนเสิร์ตนี้จะจัดเพียงรอบเดียวเท่านั้น เขากล่าวต่อว่าถึงแผนงานในช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้ ว่านอกจากการเตรียมจัดคอนเสิร์ตแล้ว ADAM ยังมีกิจกรรมที่จะสร้างและต่อยอดรายได้อีกหลายรายการ เช่น กิจกรรมยูลีก ที่จะเริ่มในเดือนสิงหาคม, รายการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอคัฟ ของอังกฤษ และในส่วนของภาพยนตร์ ซึ่งบริษัทได้ลงทุนซื้อสิทธิ์ภาพยนตร์ไทยจาก บริษัท บางกอกฟิล์ม จำกัด จำนวน 1-2 เรื่อง โดยเรื่องแรกเริ่มถ่ายทำไปแล้วบางส่วนคาดเข้าฉายได้ในปีนี้ ส่วนเรื่องที่ 2 คาดว่าจะเริ่มถ่ายทำได้ปลายปีถึงต้นปี 2552 คาดว่าจะมีรายได้จากภาพยนตร์เรื่องละประมาณ 30-50 ล้านบาท และยังมีแผนการนำบริษัทลูกคือแอปโซลูท อิมแพค เข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ในช่วงไตรมาส 3-4 อีกด้วย จึงทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะผลักดันให้รายได้รวมตลอดทั้งปี 2551 ของ ADAM ให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ 600-650 ล้านบาทได้

งาน Sister Cities Week ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

งานสัปดาห์เมืองพี่เมืองน้องปี 2551 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร จัดงานวันที่ 29-31 กรกฏาคม 2551 ภายในงานมีการออกบูธนิทรรศการจากเมืองพี่เมืองน้องของกรุงเทพมหานคร เช่น เมืองฟูกุโอกะ ญี่ปุ่น, กรุงโซล เกาหลี, จาการ์ตา อินโดนีเซีย, แต้จิ๋วและกวางโจว จีน, เวียงจันทน์ ลาว และจากสถานทูตต่างๆ ในงานมีการแสดงจากประเทศต่างๆ ให้ชมฟรี และมีสินค้าที่ระลึกจากเมืองมาจำหน่ายด้วย (ภาพประกอบของงานด้านล่าง)สิ่งที่ทำให้หอศิลป์ฯ น่าสนใจมากขึ้นไปอีก คือ นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ ที่สามารถเข้าชมได้ฟรีเช่นกัน ณ บริเวณชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ตรงข้ามมาบุญครอง ลงจากรถไฟฟ้าสถานีสนามกีฬาแห่งชาติอยู่ซ้ายมือ ขอเชิญชวนพี่ๆ น้องๆ ทุกท่านมาเยี่ยมชมงานได้ตั้งแต่เวลา 10.00 - 19.30 น

ดีแทคควงดีไซเนอร์ชื่อดังเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่พนักงานศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ ภายใต้ concept feel good

ดีแทคฉลองครอบรอบ 1 ปีการทำ rebranding ควงแขนดีไซเนอร์ดังออกแบบยูนิฟอร์มใหม่ สร้างภาพลักษณ์พนักงานประจำศูนย์บริการลูกค้า 30 สาขาทั่วประเทศ เป็นหนุ่มสาวยุคใหม่ ให้ความรู้สึกสดใสในการให้บริการ มุ่งตอกย้ำการเป็นองค์กรที่พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา รวมถึงการเป็น people company ที่มุ่งหวังให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข เพื่อเป้าหมายในการสร้างความประทับใจ และประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ นางสาวทิพยรัตน์ แก้วศรีงาม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายลูกค้า บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบของพนักงานบริการลูกค้าทั่วประเทศครั้งนี้ เป็นการฉลองครบรอบ 1 ปีของการทำ rebranding และเพื่อให้สอดคล้องกับการเป็น “people company” ที่มุ่งเน้นให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข เพราะผลพลอยได้ที่เห็นได้ชัดจากการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ คือการที่พนักงานรู้สึกมั่นใจในบุคลิกลักษณะของตัวเอง ซึ่งจะเป็นการช่วยดึง energy ใหม่ๆ หรือเป็นการทำให้พนักงาน ให้เกิดพลังในการสร้างสรรค์ และเกิดความภูมิใจในการที่จะส่งต่อบริการที่ดีไปยังลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยก่อนหน้าที่จะออกแบบชุดยูนิฟอร์มใหม่นี้ บริษัทได้มีการทำการสำรวจ (survey) ภายในว่าพนักงานต้องการแต่งกายแบบไหน บางคนอยากได้ชุดที่เป็นทางการ (formal) เท่ๆ ส่วนบางคนอยากได้ชุดที่ค่อนข้างลำลอง (casual) สำหรับวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ผลลัพธ์ที่ได้คือยูนิฟอร์มใหม่ที่จะสร้างบุคลิกของพนักงานดีแทคให้ดูเป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ทันสมัย มีความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว ฉับไวในการทำงานมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ออกแบบชุดพนักงานเป็นพิเศษสำหรับพนักงานหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างคล่องตัว และดูดีไปในเวลาเดียวกันอีกด้วย การปรับเปลี่ยนเครื่องแบบในครั้งนี้ ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ดีแทคทำขึ้นเพื่อเพิ่มความประทับใจและยกระดับคุณภาพการให้บริการลูกค้า โดยในอนาคต ดีแทค ยังมีแผนที่จะเพิ่มทักษะเสริมด้านอื่นๆ ให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของศูนย์บริการทั่วประเทศเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด “หัวใจของการให้บริการนั้นอยู่ที่ "คน" ซึ่งทัศนคติและความรักในงานที่ทำถือเป็นคุณสมบัติหลักที่ดีแทคต้องการเห็นในพนักงานทุกคน ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพนักงานที่มีทัศนคติที่ดี และเราตั้งใจที่จะดูแลพนักงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เขามีความภูมิใจ และมีความสุขในการทำงาน เมื่อทั้งหมดนี้ประสานเข้ากับการฝึกอบรม และการปรับปรุงระบบและขั้นตอนการให้บริการอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลถึงการให้บริการลูกค้าที่มาจากใจและมีประสิทธิภาพของพนักงาน ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการให้บริการของดีแทค” นางสาวทิพยรัตน์กล่าว นางสาวอิสสริยา วิรัชศิลป์ ดีไซเนอร์ เจ้าของแบรนด์ อินสไปร์ด บาย อินเนอร์ คอมเพล็กซิตี้ กล่าวว่า อินสไปร์ด บาย อินเนอร์ คอมเพล็กซิตี้รู้สึกเป็นเกียรติที่ดีแทคไว้วางใจให้เป็นผู้ออกแบบชุดยูนิฟอร์มใหม่ของพนักงานบริการลูกค้าดีแทคทั่วประเทศกว่า 500 คน โดยคอลเลคชั่นที่ออกแบบในครั้งนี้ ใช้ชื่อว่า "แมนิเฟสฟรีดอม" (Manifest Freedom) หรือความเต็มที่กับความมีอิสระ ที่เน้นคอนเซ็ปต์ความแฮปปี้ เทรนด์ดี้ และเฟรนด์ลี่ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากโลโก้ใหม่ของดีแทค “โลโก้ของดีแทครูปใบพัดสีฟ้า เป็นโลโก้ที่สื่อถึงความเป็นกันเองอย่างเด่นชัด สีฟ้า ให้ความรู้สึกสดใส สบายใจ เส้นโค้งมนทำให้มีมูฟเมนท์ และทันสมัย ดูเป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ดังนั้น เราจึงดึงเอาจุดเด่นดังกล่าวมาเป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบ โดยยึดสีหลักเป็นสีฟ้าและสีขาว และมีดีเทลเป็นลายเส้น" นางสาวอิสสริยากล่าว ทั้งนี้ ยูนิฟอร์มใหม่ของพนักงานบริการลูกค้าดีแทคในคอลเล็คชั่น "แมนิเฟสฟรีดอม" มีทั้งสิ้น 10 แบบ โดยวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีจะเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวเล่นเส้นสายในเนื้อผ้า เสื้อสูทโทนสีฟ้า-ดำ กางเกงและกระโปรงสีดำ และยังมีชุดเดรสกระโปรงติดกันอีกด้วย ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะมีเชิ้ตลายทางสีฟ้า พื้นขาว มีโลโก้ คอปก แขนจีบ ใส่คู่กับแจ๊คเก็ตกระดุมสีขาวดำ ออกแบบโดยเน้นความเป็นเทรนด์ดี้ ที่ดูสบายๆ ใส่คู่กับเข็มขัดสีขาวหัวเป็นโลโก้รูปใบพัด และกางเกงยีนส์ฟอกสี นางสาวอิสสริยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ออกแบบให้ชุดพนักงานผู้หญิงมีถึง 10 แบบเพราะเข้าใจถึงธรรมชาติของผู้หญิงที่รักความสวยงาม เมื่อรู้สึกว่าตัวเองดูดี ก็จะมีความสุข และมีพลัง นอกจากนี้พนักงานก็จะรู้สึกสดใสไม่จำเจอยู่กับชุดแบบเดิมทุกๆ วัน ซึ่งเมื่อพนักงานมีความสุขก็จะย่อมส่งผลให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน ส่วนลูกค้าที่มารับบริการเมื่อเข้ามาอยู่ในศูนย์บริการลูกค้าดีแทคที่สวยงาม พนักงานสดใส กระตือรือร้นในการต้อนรับและให้บริการ ก็จะรู้สึกกับดีแทคมากยิ่งขึ้น ส่วนยูนิฟอร์มของพนักงานชายจะเน้นความเรียบ เท่ห์ วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีจะเป็น สูทสีฟ้า-ดำเล่นลายเส้นเช่นกันแต่จะไม่มากเท่ายูนิฟอร์มของพนักงานหญิง สวมคู่กับกางเกงสแล็กขากระบอกสีดำ ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะมี เสื้อเชิ้ตลายทางฟ้า พื้นขาว ลูกเล่นที่คอ ปก อัดโลโก้ในผ้า ใส่กับเข็มขัดสีขาว หัวเข็มขัดรูปโลโก้ดีแทค และกางเกงยีนส์ฟอกเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คอลเล็คชั่น "แมนิเฟสฟรีดอม" นี้ มีความพิเศษอีกอย่างที่เนื้อผ้า เพราะเป็นผ้าทอพิเศษ ซิกเนเจอร์เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะสำหรับดีแทคเท่านั้น

อานน์ เซโมแนง (Anne Semonin) จัดกิจกรรมเวิร์คช็อป “Made-to-Measure Beauty”

สำหรับอานน์ เซโมแนง แต่ละผิวแตกต่างกันด้วยพื้นฐานผิว รูปแบบการใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องได้รับการปรนนิบัติอย่างแตกต่างตามสภาพและปัญหาของผิว และเป็นที่มาของปรัชญาความงามเฉพาะบุคคล (Made-to-Measure Beauty) ที่เลือกปรนนิบัติแต่ละผิวพรรณอย่างเฉพาะเจาะจงด้วยส่วนผสมทรงคุณค่าจากธรรมชาติเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดแห่งการปรนนิบัติผิวพรรณด้วยประสบการณ์อันยาวนาน และความรู้อันลึกซึ้งในศาสตร์ความงาม คุณอานน์ เซโมแนงได้ริเริ่มคิดค้นศาสตร์แห่งการบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหยในปี ค.ศ. 1986 โดยนำน้ำมันสกัดบริสุทธิ์ (Essential Oils) จากพืชพรรณธรรมชาติที่มีอณูเล็กจนสามารถซึมลึกเข้าทำงานสู่ผิวชั้นในสุด (Hypodermis) มาเสริมประสิทธิภาพให้แร่ธาตุ (Trace Elements) พืชพรรณธรรมชาติ (Plants and Herbs) สาหร่ายจากท้องทะเลลึก (Seaweeds) และเกลือแร่ (Mineral) ตรงเข้าทำหน้าที่ฟื้นฟูและบำรุงลึกอย่างเหมาะกับสภาพและความต้องการของแต่ละผิวพรรณนั้นๆ มากที่สุด ปัจจุบันท่านสามารถพบผลิตภัณฑ์อานน์ เซโมแนงได้ในโรงแรมชั้นนำ เดย์สปา และเมดิคัลสปาในกว่า 25 ประเทศทั่วโลก เช่น โรงแรม Le Bristol โรงแรม Costes และ Maruno Urban Resort ในประเทศฝรั่งเศส, Bodysgallen Hall & Spa ในปราสาทแห่งประเทศเวลส์ และ Imaret Spa ในประเทศกรีซ เป็นต้น สถานที่ชั้นนำต่างๆ รวมถึงอานน์ เซโมแนง สปา ที่โรงแรม โซฟิเทล สีลม กรุงเทพฯ และเคาน์เตอร์อานน์ เซโมแนง ณ ห้างสรรพสินค้าดิ เอ็มโพเรียมและสยาม พารากอน ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมเวิร์คช็อป “Made-to-Measure Beauty” กับ Ms Florana Nget ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณจากประเทศฝรั่งเศส ที่บินตรงมาให้ความรู้กับสาวไทยถึงเคล็ดลับความงามและวิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพผิว กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคมถึง 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ที่เคาน์เตอร์อานน์ เซโมแนง สยาม พารากอน (0 2610 7767) และดิ เอ็มโพเรียม (0 2259 8643) ตั้งแต่เวลา 10.30 – 19.00 น. พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 20% อานน์ เซโมแนงร่วมกับ บ.ทาสของแผ่นดิน จำกัด ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมมองสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการตรวจรักษาต้อกระจกดวงตาให้แก่ผู้ยากไร้ อาทิ กระดาษทิชชู กาแฟ – โกโก้แบบซองทรีอินวัน ขนมปังชนิดกล่อง และจาน – ช้อนกระดาษสำหรับใส่อาหารให้ผู้เข้ารับการรักษา หรือมอบส่วนลดที่ท่านจะได้รับจากการซื้อชุดผลิตภัณฑ์เพื่อสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นข้างต้นแทน ตั้งแต่วันนี้ถึง 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ที่เคาน์เตอร์อานน์ เซโมแนง สยาม พารากอน และดิ เอ็มโพเรียมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณปารณีย์ 08 1772 3377

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

งาน Grand Opening เปิดตัว 2 นิตยสารน้องใหม่ในวงการแกรนด์ !!! สมชื่องาน…ทัพคนดัง เฮโล หลั่งไหล ร่วมงานเปิดตัว 2 นิตยสารน้องใหม่ ในวงการ “เฮลโล สตาร์

เป็นที่น่ายินดี...เพราะงานแกรนด์ ยิ่งใหญ่ สมกับชื่องานเปิดตัว แกรนด์ โอเพนนิ่ง ภายใต้คอนเซ็ปท์ “Colour Of Life สีสันแห่งชีวิต” ของ 2 นิตยสารน้องใหม่ในวงการอย่าง “เฮลโล สตาร์ (HELLO STAR)” นิตยสารบันเทิงรายปักษ์ ระดับพรีเมียมเล่มแรกในเมืองไทย ภายใต้คอนเซ็ปท์ เรื่องจริงจากปากคนดัง พร้อมด้วย “มูฟ แมกกาซีน (MOVE MAGAZINE)” นิตยสารรายเดือน ประเภท ซิตี้ ไลฟ์ สไตล์ (City Life Style) ณ ลานฟอรั่ม ชั่น 1 เซ็นทรัล เวิลด์ พลาซ่า เมื่อบ่ายวันวาน งานนี้ทำเอา “ไอซ์ – ธีรวิชญ์ ธรรมค้า” บรรณาธิการบริหาร ของนิตยสารเฮลโล สตาร์ และ “ณัฏฐ์ หวังพิทักษ์” บรรณาธิการบริหาร ของมูฟ แมกกาซีน ต่างก็หน้าชื่นตาบานไปตาม ๆ กัน ก็เพราะบรรดาเซเลบ ศิลปิน ดารา คนดัง จากทุกค่าย ทุกสังกัด ต่างก็ร่วมใจตบเท้า เฮโล หลั่งไหลมาร่วมงานเพื่อร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น แอน ทองประสม , ลีเดีย ที่ควงคู่มากับเพื่อนสนิท แมธทิว ดีน , นุ๊ก สุทธิดา - แป้ง อรจิรา - บี น้ำทิพย์ - แตงโม ภัทรธิดา - ตอง ภัครมัย 5 สาวสวยที่มาแบบไร้เงาคนรู้ใจ , อ้วน รังสิต ตัวแทนจากโพลิพลัส , ณัฐ เทพหัสดิน ฯ , เฟิร์น (ไทย ซูเปอร์ โมเดล) , ซินดี้ สิรินยา พิธีกรของงาน , ไอซ์ อภิษฎา โดยรายนี้ ได้ทำหน้าที่ Stylist ของ MOVE MAGAZINE อีกด้วย , เก๋ ชลลดา , นิกกี้ ธีระกล , แพนเค้ก เขมนิจ , อู๋ นวพล , แมน การิน , ป๊อบ OIC , มัส อาชัญ (ดัชชี่ บอย) , แชมป์ พีรพล , จอย ชลธิชา , แหม่ม วิชุดา , โก้ ธีรศักดิ์ , โซเฟีย ลา , หมออ้อย , บอลลูน , โรส ศิรินทิพย์ , พันซ์ วรกาญจน์ , คาร่า (นางเอกทอง 9) , ต๊อบ ตรีพล , VJ พิตต้า , VJ วุ้นเส้น , VJ ลูกเกด , เต้ วิทย์สรัช , ทีมดัชชี่บอย & เกิลส์ และศิลปินจากทุกค่ายเพลง , ดาราจากทุกค่ายหนัง – ค่ายละคร ทุกช่อง , นายแบบ - นางแบบ – ดี.เจ. – วี.เจ. พร้อมด้วยเหล่า Celebrities คนดังอื่น ๆ อีกคับคั่ง.....เริ่มต้นงานกันด้วยโชว์เปิดตัวสุดแสนอลังการงานสร้าง กับโชว์ที่ใช้ชื่อว่า “เฮลโล สตาร์ โชว์ (Hello Star Show)” จากนั้น ซินดี้ – สิรินยา พิธีกรของงานก็กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ , ศิลปิน ดารา , ลูกค้า และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานแกรนด์ โอเพนนิ่ง ของ 2 นิตยสารน้องใหม่ในวงการอย่าง “เฮลโล สตาร์ และมูฟ แมกกาซีน” ภายใต้คอนเซ็ปท์ “Colour Of Life สีสันแห่งชีวิต” ต่อกันด้วย VTR เปิดตัว “City Life Magazine” และแฟชั่น โชว์ จากบรรดานายแบบ นางแบบชื่อดังของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น บี น้ำทิพย์ , อู๋ นวพล , แป้ง อรจิรา , ตอง ภัครมัย , แตงโม ภัทรธิดา , ณัฐ เทพหัสดิน ฯ , แมน การิน , มัส อาชัญ , เฟิร์น (ไทย ซูเปอร์ โมเดล) ฯลฯ ในชุด “Colour Of Life Fashion Show” หลังจากนั้น 2 บรรณาธิการบริหารของทั้ง 2 ฉบับ ได้นำผู้คนที่มาร่วมงานเข้าสู่ช่วง “Behind The Magazine For Your Life” คือช่วงการแนะนำท่านผู้บริหารทั้งหลายของทั้ง 2 ฉบับนั่นเอง พร้อมต่อกันด้วย แฟชั่น โชว์ ในชุดที่ 2 สุดเซ็กซี่ จากนายแบบ – นางแบบนานาชาติ เสร็จการเดินแฟชั่น โชว์ ก็เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลัง การถ่ายทำแฟชั่นปก ของ MOVE Magazine โดยสาวไอซ์ – อภิษฎา ซึ่งสาวไอซ์เอง ก็ได้มานั่งทำงานประจำ ในตำแหน่ง Stylist ของนิตยสารดังกล่าวอีกด้วยและก็มาถึงช่วงพิเศษของงานในค่ำคืนนี้ นั่นก็คือการมอบรางวัล “Star Idol 2008” โดยเป็นรางวัลสำหรับศิลปิน ดารา ดี.เจ.ที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้คนในสังคมเมืองไทย โดยมีทั้งหมด 5 สาขารางวัลด้วยกัน อันได้แก่...สาขานักร้องต้นแบบ ที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม ได้แก่ พันซ์ - วรกาญจน์ โรจนวัชร จากจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ , สาขานักร้องต้นแบบ ที่มีพัฒนาการในการร้องเพลงที่ดี ได้แก่ ลีเดีย – ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา จากอาร์เอส (โดยมีหนุ่มแมธทิวยืนคอยแสดงความยินดีที่ขอบเวทีกันเลย) , สาขานักแสดงต้นแบบ ที่ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ได้แก่ แอน ทองประสม , สาขานักแสดงต้นแบบ ที่มีพัฒนาการด้านการแสดงดีเด่น ได้แก่ แพนเค้ก เขมนิจ และสาขาสุดท้าย สาขานักจัดรายการวิทยุต้นแบบ ที่มีพัฒนาการด้านการจัดรายการวิทยุดีเด่น ได้แก่ จอย – ชลธิชา นวมสุคนธ์ปิดท้ายงานกันด้วย มินิคอนเสิร์ตจากบรรดาศิลปินน้อย – ใหญ่ อาทิ โรส ศิรินทิพย์ , ลีเดีย และเต้ วิทย์สรัช ทำเอาหนุ่ม ๆ สาว ๆ แถวนั้นเคลิบเคลิ้มไปตาม ๆ กัน.....ติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในวงการบันเทิง ได้ที่ HELLO STAR และ MOVE Magazineตามแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ...

นับถอยหลัง...ฉลอง 125 ปี ไปรษณีย์ไทย

ไปรษณีย์ไทย ประกาศความพร้อมกับงานยิ่งใหญ่แห่งปี “สยามสมัย 125 ปี ไปรษณีย์ไทย” 1-10 ส.ค.นี้ ชวนคนไทยร่วมภาคภูมิใจกับประวัติศาสตร์การไปรษณีย์คู่สังคมไทย พบมุมเฉลิมพระเกียรติ “พระมหากรุณาธิคุณ เหนือเกล้าชาวไทย” แสดงความผูกพันระหว่างเจ้าฟ้าในราชวงศ์จักรีกับกิจการไปรษณีย์ ผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสิ่งสะสมส่วนพระองค์ ตื่นตาตื่นใจกับแสตมป์ชุดพิเศษครั้งแรกในโลก และแผ่นตราไปรษณียากร 10 วัน 10 สี แบบ Limited Editio นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวถึงงาน “สยามสมัย 125 ปี ไปรษณีย์ไทย” ว่า ถึงวันนี้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะให้คนไทยทุกคน ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกประวัติศาสตร์ผ่านกาลเวลา 125 ปี ไปรษณีย์ไทย อันเป็นกิจการที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 พระราชทานเพื่อคนไทย“ไปรษณีย์ไทยมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับสังคมไทยตลอด 125 ปี การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นการเล่าเรื่องถึงความผูกพันในทุกแง่มุม ทั้งระหว่างเจ้าฟ้าในราชวงศ์จักรีกับกิจการไปรษณีย์ คนไทยกับไปรษณีย์ ที่บางเรื่องราวทุกคนอาจไม่เคยรู้ ไม่เคยสัมผัส เรียกว่ามางานนี้จะได้ซึมซับเรื่องราวของไปรษณีย์ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” นายออมสินกล่าว นอกจากนี้ สิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง คือการได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้รับขนานนามว่า “เจ้าฟ้านักสะสม” พระราชทานสิ่งสะสมส่วนพระองค์ที่เกี่ยวกับการไปรษณีย์มาจัดแสดงในงาน อีกทั้งพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์ให้นำมาจัดสร้างเป็นแสตมป์เป็นครั้งแรก และเสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 125 ปี ไปรษณีย์ไทย อีกด้วย “ ตลอด 10 วันในงานสยามสมัยฯ ที่กำลังจะมาถึง ทุกคนจะได้พบกับความพิเศษที่มีความน่าตื่นตาตื่นใจแตกต่างกันในทุกวัน เช่น การจำหน่ายแสตมป์ที่ระลึก 125 ปี ชุดพิเศษ ที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์อันทันสมัยเป็นครั้งแรกในโลก แผ่นตราไปรษณียากร 10 วัน 10 สี ที่วางจำหน่ายจำนวนจำกัด วันละ 15,000 แผ่น ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักสะสมอย่างล้นหลาม โครงการ “อร่อยทั่วไทยที่ไปรษณีย์” ที่คัดสรรอาหารร้านดัง ทั่วทุกภูมิภาค ด้วยเมนูหลากหลายไม่ซ้ำกันในแต่ละวันมาให้เลือกซื้อได้ภายในงาน” นอกจากนี้ นายออมสิน ยังเล่าถึงบรรยากาศภายในงานว่า ทุกคนจะได้ร่วมรำลึกอดีตถึงความรุ่งโรจน์ของถนนเจริญกรุง ร่วมสัมผัสบรรยากาศอันน่าประทับใจ พบกับตู้ไปรษณีย์ใบแรก ไปรสะนียาคารจำลอง การแต่งกายย้อนยุค พร้อมอิ่มอร่อยกับรสชาติอาหารและเครื่องดื่มที่เลือกสรรแล้วจากร้านเจ้าต้นตำรับ และเลือกชมซื้อหาสินค้าจากร้านค้าร่วมสมัยเมื่อวันวานที่เราเสาะแสวงหามาให้กว่า 70 ร้านค้า รวมไปถึงการออกร้านของ 6 หน่วยงานพันธมิตรที่เติบโตจากจุดเดียวกันกับไปรษณีย์ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน กรมประชาสัมพันธ์ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ร่วมภาคภูมิใจกับกิจการไปรษณีย์ของคนไทย และพบกับความพิเศษตลอด 10 วัน ได้ที่งานยิ่งใหญ่แห่งปี “สยามสมัย 125 ปี ไปรษณีย์ไทย” วันที่ 1-10 ส.ค. นี้ ณ ห้องเพลนารี่ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชมรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.125yearsthailandpost.com/ หรือสอบถามที่ฝ่ายสื่อสารการตลาด โทร. 0 2831 3515 - 6

มหกรรมเพื่อสุขภาพ"แฟมิลี เฮลท์ แฟร์ 2008"โดยสมิติเวชเปิดฉากวันนี้ให้ทุกคำตอบในการป้องกันและรักษาโรคแบบครบวงจรเพื่อครอบครัวสุขภาพดี

โรงพยาบาลสมิติเวช เครือโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทย เปิดงาน "แฟมิลี เฮลท์ แฟร์ 2008"มหกรรมสุขภาพประจำปี นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดทางการแพทย์เพื่อการป้องกันและรักษาโรคอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมประกาศเปิดตัว ไฟโบรสแกน นวัตกรรมล่าสุดในการตรวจหาภาวะตับที่ผิดปกติ ที่ช่วยให้วินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเจ็บตัวทั้งยังไม่มีการแทรกซ้อนใดๆตอกย้ำผู้นำแนวคิดแบบแผลเล็ก เจ็บน้อย พร้อมหาคำตอบเพื่อการรักษาพยาบาลและการมีสุขภาพดีของทุกคนในครอบครัว ทำให้ทุกปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพกลายเป็นเรื่องเล็กๆโดยจัดกิจกรรมดังกล่าวตั้งแต่วันนี้ถึง27กรกฎาคม2551ที่เซ็นทรัลเวิลด์โดยภายในงานจะได้พบกับนวัตกรรมทางการแพทย์ใน6โซนที่จะดูแลทุกก้าวของชีวิตได้แก่ โซน1Happy Kid เกี่ยวกับสุขภาพของคุณหนูๆที่คุณพ่อและคุณแม่หาคำตอบเพื่อสุขภาพลูกรัก โซน2Healthy Familyโซนที่เกี่ยวกับโรคที่พบเป็นประจำของคนเมือง เช่น โรคอ้วน ความจำเสื่อม ฯลฯ โซน3Lady Firstสุขภาพและความงามของผู้หญิง โซน4Smart Gโซนสุขภาพของท่านชายโซน5Internation & Japaneseพบกับสารพันบริการสำหรับชาวต่างชาติโซน6Healthy Homeเวทีกลางสำหรับกิจกรรมสาระและบันเทิง มหกรรมเพื่อสุขภาพสำหรับทุกคนในครอบครัวครั้งนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รู้จักเข้าใจและตระหนักว่าปัญหาในเรื่องสุขภาพที่ดูเป็นเรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็กๆที่สมิติเวช เพราะเรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์มากมายที่จะช่วยให้เราตรวจพบโรคหรืออาการต่างๆแต่เนิ่นๆและยังส่งเสริมให้รู้จักป้องกันก่อนที่จะเป็นโรคเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา

TK park เปิดโครงการ “อ่าน..ดีกว่า” ชวนคนไทยอ่านหนังสือ

TK park ผุดไอเดียสุดแจ่ม จัดโครงการ “อ่าน..ดีกว่า” ร่วมกับ สพฐ. กระตุ้นจูงใจให้เด็กและเยาวชนไทยสร้างนิสัยรักการอ่าน เพื่อสะสมขุมทรัพย์ความรู้ และการสร้างสรรค์ในบรรยากาศที่แสนเดิ้ลในทีเค ปาร์ค ตอกย้ำความเป็นต้นแบบแห่งสวนสนุกทางปัญญา รับน้ำใจดีจากศิลปินดัง กวาง อี้ พีเค คริส ร่วมรณรงค์พร้อมจัดงานยิ่งใหญ่ เนรมิตพื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นสวนสนุกชวนเยาวชนไทยอ่านหนังสือโครงการ “อ่าน..ดีกว่า” (Let’s READ) จัดโดยอุทยานการเรียนรู้ ทีเค ปาร์ค ร่วมกับสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย ดร. รอม หิรัญพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ซึ่งให้ข้อคิดว่า“การอ่าน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ อ่านจากคอมพิวเตอร์ หรืออ่านจากสื่อใดๆ ล้วนเป็นการรับข้อมูลที่สามารถนำไปสู่การคิดและการสร้างสรรค์ อ่านมากก็ได้ข้อมูลมาก มีวัตถุดิบในการคิดและการสร้างสรรค์มาก”นางผลบุญ นันทมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK park ได้เปิดเผยถึงตัวเลขที่น่าตกใจจากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2548 พบว่าคนไทยอายุสูงกว่า 6 ปี กว่า 22 ล้านคนไม่อ่านหนังสือ อุทยานการเรียนรู้ TK park จึงก่อตั้งขึ้นด้วยภารกิจเพื่อการสร้างสรรค์ต้นแบบแหล่งการเรียนรู้ในรูปแบบห้องสมุดมีชีวิตและส่งเสริมการอ่าน การคิด และการแสวงหาความรู้ ของเด็กและเยาวชน เนื่องจากการสร้างทัศนคติการอ่านเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญ จึงได้ทำโครงการ “อ่าน..ดีกว่า” (Let’s READ) เพื่อรณรงค์สร้างนิสัยรักการอ่าน สร้างทัศนคติความอยากอ่าน และพฤติกรรมการอ่านหนังสือ โดยนางผลบุญ นันทมานพ พูดถึงโครงการนี้ว่า เป็นมากกว่าภารกิจขององค์กร เป็นหน้าที่ในฐานะประชาชนคนไทย และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างนิสัยการอ่าน เพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่สร้างสรรค์ ร่วมกับหน่วยงานและองค์กรอื่นๆ อีกกว่า 30 องค์กร ซึ่งทำงานในเรื่องต่างๆกัน การสร้างทัศนคติให้อยากอ่านและผูกพันกับการอ่านเป็นจุดเริ่มการเพาะนิสัยการอ่าน ซึ่งแต่ละคนมีแรงจูงใจที่ต่างกัน โครงการ “อ่าน..ดีกว่า” (Let’s READ) ได้ใช้กลยุทธ์ “การรณรงค์” เพื่อชักชวนให้อ่านหนังสือ โดยใช้พรีเซ็นเตอร์ในสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ หลากหลายรูปแบบ สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มคือ กลุ่มเด็กและเยาวชน กับกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง “สื่อสำหรับเด็กและเยาวชน มี 3 รูปแบบคือ โปสเตอร์ สปอตวิทยุ และสปอตโทรทัศน์ โดยได้รับน้ำใจช่วยสนับสนุนโครงการจากพรีเซ็นเตอร์ คุณแทนคุณ จิตต์อิสระ คุณคริสโตเฟอร์ ไรท์ และคุณพีเค ปิยวัฒน์ เข็มเพ็ชร สื่อสำหรับผู้ปกครอง เพื่อจูงใจให้พ่อแม่ผู้ปกครองปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่ลูกหลานตั้งแต่เล็กๆ มี 2 รูปแบบ คือโปสเตอร์ และสปอตโทรทัศน์ ซึ่งได้รับน้ำใจจาก คุณกวาง กมลชนก เขมะโยธิน และลูกๆ คือ เด็กชาย เนตต์ เขมะโยธิน และเด็กหญิง เนตรทราย เขมะโยธิน ร่วมรณรงค์การอ่าน” คุณผลบุญกล่าว นอกจากนี้ยังได้จัดงานส่งเสริมการอ่าน พร้อมกับแนะนำอุทยานการเรียนรู้ TK park ภายใต้ชื่องาน อ่าน..ดีกว่า@ทีเคปาร์ค ในวันที่ 25-27 กรกฎาคมนี้ ณ บริเวณเอเทรี่ยมโซน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ งาน อ่าน..ดีกว่า@ทีเคปาร์ค จัดขึ้นด้วยแนวคิดให้เป็น “สวนสนุกหนังสือ” เพื่อเสริมสร้างจินตนาการให้เด็กและเยาวชน และเพื่อสื่อให้เด็กและเยาวชนเห็นว่าการอ่านหนังสือและการแสวงหาความรู้เป็นเรื่องสนุก มีเกมส์บันไดงูยักษ์ ที่ประกอบกับกิจกรรมการอ่านและการเรียนรู้ต่างๆ และกิจกรรมเกมส์หลากหลาย รวมทั้งรายการสร้างสีสันบนเวทีตลอด 3 วัน พร้อมทั้งยังมีนิทรรศการแปลกด้วยหนังสือยักษ์ เป็นการจำลอง “หนังสือเล่มโปรด” (Favorite Book) ของเหล่านักคิด นักบริหาร นักเขียน นักดนตรี นักกีฬา และสื่อมวลชนชื่อดัง ผู้สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ และเป็นที่ชื่นชมของเด็กและเยาวชนและผู้ปกครอง เพื่อเป็นการกระตุ้นความสนใจของเด็กและเยาวชน อาทิ คุณประชา เหตระกูล คุณกฤษณา อโศกสิน อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา คุณวินทร์ เลียววาริณ คุณสัญญา คุณากร ฯลฯ TK park รู้ใจเด็กรุ่นใหม่ จัดมุมเกมส์สนุกสร้างสรรค์และเรียนรู้จากเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสนุกสนาน ทึ่งกับเว็บไซต์สุดเท่ห์www.tkpark.or.th/ที่เด็กๆ และเยาวชนสามารถแสดงจินตนาการที่สร้างสรรค์ด้วยไดอารี่ส่วนตัว คุยกับเพื่อน เล่นเกมส์สนุก และนอกจากเป็นแหล่งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นแหล่งสอนลูกให้อ่านหนังสือสำหรับผู้ปกครองด้วย

นวัตกรรมความงามล่าสุดจากฝรั่งเศส...สู่การเผยโฉมครั้งแรกในเมืองไทย CONDENS? PARIS ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากสารสกัดธรรมชาติบริสุทธิ์ 100%

ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลและถนอมผิวพรรณชั้นสูงจากประเทศฝรั่งเศส CONDENSÉ PARIS (คอนเดนท์เซย์ ปารีส) ที่ถูกสรรสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ์ ณ ผืนป่าและเทือกเขาอันอุดมสมบูรณ์ของทวีปยุโรป ได้จัดงานเปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอนเซปต์ “The essence of Nature itself” เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์อันโดดเด่นใหม่ล่าสุดอย่าง LIGHTENING PROTECTIVE CREAM & SKIN LIGHTENING NIGHT SERUM ครีมบำรุงผิวหน้าที่ช่วยฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด ด้วยประสิทธิภาพของ Daisy Flower Extract (สารสกัดจากดอกเดซี่) ทำหน้าที่ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ลบเลือนจุดด่างดำและรอยหมองคล้ำ พร้อมกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้ขาวกระจ่างใสอยู่เสมอ โดยได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้ชื่อดัง“คุณหญิงแม้น-ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล” มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องการดูแลรักษาผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งสดใสตลอดเวลา พร้อมด้วยเหล่าดาราและเซเลบริตี้ชื่อดังอย่าง ลินา ภัคสรณ์ ลีนุตพงษ์ , แคท วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ , กัญญารัตน์ พลาดิศัย , ปณิธี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา , สุทัศนีย์ คุณผลิน , โมนา วิภาวี คอมันตร์, เจนนิส สันธวาชีวะ ฯลฯ ให้เกียรติมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อเร็วๆนี้ CONDENSÉ PARIS ก่อตั้งขึ้นโดย คุณนาตาลี ลามอนเดย์ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในแวดวงเครื่องสำอางมาเป็นระยะเวลายาวนาน เธอเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัทเคนโซ่ (นิวยอร์ก) ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี เธอได้มีโอกาสสะสมประสบการณ์และได้ร่วมทำงานกับศูนย์วิจัยไบโอคอสม ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส โดยศูนย์วิจัยไบโอคอสมนี้เป็นสถานที่วิจัย ผลิตและทำบรรจุภัณฑ์ให้แก่บริษัทที่มีชื่อเสียงอย่าง Channel และ Esteé Lauder หลังจากที่ได้ร่วมงานกับทางศูนย์วิจัยไบโอคอสม ทำให้คุณนาตาลีได้รับทราบความจริงที่ว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางส่วนใหญ่มักจะมีสารเคมี สารกันเสียผสมอยู่ในปริมาณไม่มากก็น้อย โดยมีผลการวิจัยบางชิ้นยืนยันว่า ผู้หญิงหลายล้านคนทั่วโลก ประโคมเครื่องสำอางกันอย่างหนัก จนทำให้สารเคมีสัมผัสกับผิวหน้ามากกว่า 2 กิโลกรัม/ปี/คน ซึ่งสารเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง หรือร้ายแรงถึงขั้นส่งผลให้เกิดมะเร็งได้ในที่สุด ! จากผลกระทบอันร้ายกาจดังกล่าว ผู้ก่อตั้งจึงเกิดแรงบันดาลใจและแนวคิดใหม่ในการวิจัยและพัฒนาครีมบำรุงผิว โดยการนำเอาความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างมวลหมู่ดอกไม้ ผลไม้ และพฤกษานานาพรรณมาผสมผสานเข้าไว้ด้วยกัน โดยทีมวิจัยผลิตภัณฑ์ CONDENSÉ PARIS ได้ใช้เวลาคิดค้น และพัฒนาส่วนผสมเป็นระยะเวลายาวนาน ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพในแต่ละผลิตภัณฑ์มากกว่า 200 ครั้ง แล้วคัดสรรจนเหลือส่วนผสมที่ดีเยี่ยมที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งส่งผลลัพธ์แก่ผิวพรรณได้อย่างโดดเด่นและน่าอัศจรรย์ใจ ผลิตภัณฑ์ของ CONDENSÉ PARIS ใช้ส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติทั้งหมด และไม่มีการผสมสารเคมี (Phenoxyethanol) , สารกันบูด (Paraben) , สีสังเคราะห์ และ Mineral Oil ใด ๆ เจือปนเลยแม้แต่น้อย จึงช่วยส่งผ่านคุณค่าความงาม มุ่งตรงสู่ผิวของคุณได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ระคายเคือง อีกทั้งแตกต่างด้วยเนื้อครีมอันแสนนุ่มและกลิ่นหอมอ่อนๆจากธรรมชาติ ให้คุณได้รื่นรมย์ไปกับห้วงเวลาของการปรนนิบัติผิวอย่างแท้จริง CONDENSÉ PARIS มีจุดมุ่งหมายนำเสนอครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้นของสารสกัดจากธรรมชาติบริสุทธิ์ 100% และให้ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม ทรงประสิทธิภาพสูงสุดต่อผิวด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมบำรุงและฟื้นฟูถึงระดับเซลล์ผิว ทำให้ผิวหน้าแลดูกระชับ เนียนเรียบ และขาวกระจ่างใสอยู่เสมอ CONDENSÉ PARIS ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของทุกสภาพผิว โดยส่วนผสมของแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์นั้นจะมีความแตกต่างกันไป สำหรับผลิตภัณฑ์โดดเด่นใหม่ล่าสุดอย่าง LIGHTENING PROTECTIVE CREAM & SKIN LIGHTENING NIGHT SERUM นับเป็นพลังฟื้นฟูสูงสุดจากธรรมชาติที่ทีมนักวิจัยของคอนเดนเซย์ ได้ค้นพบจากผืนป่าในทวีปยุโรป นั่นคือดอกเดซี่ (Daisy Flower Extract) ซึ่งมีประสิทธิภาพล้ำลึกในการแก้ไขทุกปัญหาผิวอย่างตรงจุด ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ลบเลือนจุดด่างดำและรอยหมองคล้ำ กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้ขาวกระจ่างใส ผิวนุ่มชุ่มชื้นมากขึ้น พร้อมได้รับการปกป้องจากแสงแดด และมลภาวะที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน ท่านที่สนใจสามารถชม และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิว CONDENSÉ PARIS (คอนเดนท์เซย์ ปารีส) ได้ตั้งแต่วันนี้ ที่ชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน, เดอะมอลล์บางกะปิ และเร็วๆนี้ที่ เดอะมอลล์บางแค และงามวงศ์วาน

“รักษ์เต่า ทะเลไทย” โครงการปลุกหัวใจ ของคนรักเต่าทะเล โดยสยาม โอเชี่ยน เวิร์ล และศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ

สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ร่วมกับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สานต่อโครงการอนุรักษ์เต่าทะเล จัดกิจกรรมรณรงค์เพิ่มพื้นที่เต่าทะเล ในหัวใจคนไทย เปิดตัวโครงการ “รักษ์เต่า ทะเลไทย” ปลูกจิตสำนึกสมาชิกในครอบครัวหันมาช่วยกันอนุบาล และดูแลลูกเต่าจนถึงวันที่นำกลับคืนสู่บ้านทะเล หวั่นสถานการณ์เต่าทะเลในธรรมชาติถึงจุดวิกฤต ในอนาคต อาจสูญพันธุ์หากไม่ช่วยกันอนุรักษ์ พลเรือตรี ชัยวัฒน์ ศรีอักขรินทร์ ผู้บัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ เปิดเผยว่า ปัจจุบันจำนวนเต่าทะเลได้ลดลงอย่างรวดเร็วจนถึงจุดวิกฤต สาเหตุมาจากพื้นที่ชายหาดที่เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ถูกรบกวน ระบบการประมงในท้องทะเล ควบคุมได้ยาก เพราะยังมีการลักลอบเก็บไข่เต่าและจับเต่าทะเลมาเป็นอาหาร นอกจากนี้เต่าทะเลยังเต็มไปด้วยศัตรูตั้งแต่ยังเป็นไข่ และกว่าจะเอาชีวิตรอดและเติบโตได้นั้นต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี ที่สำคัญจำนวนเต่าทะเลที่สามารถมีชีวิตรอด จากการดำรงชีวิตแบบธรรมชาติมีเพียง 1-2 ตัว จนถึงวัยเจริญพันธุ์จาก 1,000 ตัว เท่านั้น มิสเตอร์เจฟ ออลสัน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล กรุงเทพ จำกัด กล่าวถึง บทบาทของสยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์เต่าทะเลของไทย ในครั้งนี้ว่า เกิดจาก ความร่วมมือกันในโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สนับสนุนโครงการปล่อยเต่าทะเลคืนสู่ธรรมชาติในโอกาสสำคัญๆ การประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ รวมถึง สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ได้ให้การสนับสนุนสัตวแพทย์ ในการดูแล รักษา เป็นประจำทุกเดือน และผ่าตัดเต่าทะเลให้กับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลในยามจำเป็น และได้มีการติดต่อประสานงานให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับเต่าทะเล ในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดมา ประกอบกับ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจังต่อการศึกษาถึงการขยายพันธุ์ และการดำรงชีพของสัตว์ทะเลพันธุ์ต่างๆ รวมถึงเต่าทะเลไทย และมีระบบอะแควเรียม ( ธรรมชาติเสมือนจริง ) ที่สมบูรณ์แบบ เหมาะกับการศึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ และการอนุรักษ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคตร่วมกัน “ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล จึงได้จัดโครงการ รักษ์เต่า ทะเลไทย เพื่อหวังเป็นกระบอกเสียงให้คนไทยได้รับรู้และเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะลตลอดจนเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลลูกเต่าทะเลให้สามารถมีชีวิตรอด จนถึงวันที่ได้กลับคืนสู่ท้องทะเลได้อย่างปลอดภัย ” โครงการ “รักษ์เต่า ทะเลไทย” ประกอบด้วยกิจกรรมสนุกสนานที่สามารถทำร่วมกันได้ทั้งครอบครัว ตั้งแต่กิจกรรม อนุบาล ต.เต่า เป็นความร่วมมือกับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ฐานทัพเรือสัตหีบ นำลูกเต่าทะเลมาอนุบาลในรูปแบบอะแควเรียม (ธรรมชาติเสมือนจริง) เพื่อตรวจวัดและบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตของลูกเต่าทะเล นับเป็นแห่งแรกของเครือ โอเชียนิส กรุ๊ป ที่ได้มีการอนุบาลลูกเต่าทะเลในระบบปิด ซึ่งเชื่อว่าอัตราการรอดจะสูงกว่าในธรรมชาติ กิจกรรม ผู้ปกครองน้องเต่า เปิดโอกาสให้ผู้ใจดีได้มีส่วนร่วมดูแลลูกเต่าที่สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล จนถึงวันที่ปล่อยพวกเขาคืนสู่ท้องทะเล โดยเงินบริจาคจากผู้ปกครองน้องเต่าทั้งหมดจะมอบให้กับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่ออนุบาลลูกเต่าทั้งหลายและสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กิจกรรม ต้วมเตี้ยมแตะน้ำ เป็นกิจกรรมเชิญชวนให้ผู้ปกครองน้องเต่า และผู้สนใจทั่วไปได้ช่วยกันเพิ่มจำนวนเต่าทะเลกลับคืนสู่ธรรมชาติ ผู้ปกครองน้องเต่าสามารถร่วมกิจกรรมปล่อยเต่าทะเลนี้ได้ ในเดือนกันยายน ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี นอกจากนั้น โครงการ “รักษ์เต่า ทะเลไทย” ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษ แก๊งเด็กรักษ์เต่า ทะเลไทย โดยมี ด.ช. รจนากร อยู่หน้า หรือน้องฟลุ๊ต รับหน้าที่หัวหน้าแก๊ง ที่จะพกพาความใสซื่อ น่ารัก เดินสายบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและความน่ารักของเต่าทะเล เพื่อปลุกจิตสำนึกของคนไทยให้หลงใหลในความน่ารักของเต่าทะเลไปพร้อมกัน มิสเตอร์เจฟ กล่าวปิดท้ายว่า โครงการ “ รักษ์เต่า ทะเลไทย ” ในปีนี้ ถือเป็นปีที่ 2 ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ที่เราเข้ามามีบทบาทร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมปล่อยเต่าคืนสู่ทะเล ครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 ร่วมกับ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ซึ่งในปีนี้เราได้สานต่อเจตนารมณ์ในเรื่องการอนุรักษ์สัตว์น้ำในท้องทะเล เน้นย้ำเรื่องการปลูกจิตสำนึก ตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติให้มากขึ้น เป็นเสมือนการต่อยอดสู่การมีส่วนร่วม เหมือนการปล่อยเต่าทะเลไปสู่หัวใจของคนไทย ให้เกิดความรักและหวงแหน และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ขอมีส่วนร่วมในการถ่ายทอด ข้อมูล ความรู้ด้านการศึกษา เรื่องเต่าทะเล และการอนุรักษ์ ผ่านกลุ่มนักเรียนที่มาเข้าร่วมทัศนศึกษา สัมมนา ส่วนประชาชนอื่นๆก็สามารถรับทราบข้อมูลเหล่านี้ จากกิจกรรม Turtle Talk บรรยายโดยเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำ ณ โซน ร็อคกี้ ชอร์ นี้ และกิจกรรมอื่นๆในช่วงวันหยุดอีกด้วย เกี่ยวกับ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล - อุทยานสัตว์น้ำ "สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล" ก่อตั้งและบริหารงานโดย โอเชียนิส กรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจ อุทยานสัตว์น้ำอันดับหนึ่งของโลก ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมากว่า 17 ปี และเป็นอุทยานสัตว์น้ำมาตรฐานโลกแห่งแรกของประเทศไทย พร้อมทั้งบริการโรงภาพยนตร์ 4 มิติที่ทันสมัย พบประสบการณ์มหัศจรรย์ไม่เคยซ้ำได้ทุกวัน ที่ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ชั้น บี1-บี2 ศูนย์การค้า สยาม พารากอน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 22.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เคาน์เตอร์บริการ หรือ โทร. 0-2687-2000