วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

ทีโอที ประกาศความยิ่งใหญ่ในงาน ITU Telecom Asia 2008

ทีโอที ผงาด ITU Telecom Asia 2008 ชู 5 ยุทธศาสตร์ ประกาศศักยภาพแห่งวงการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารแห่งเอเชีย
นายวรุธ สุวกร รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่ไทยได้รับการคัดเลือกจาก สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ International Telecom Union (ITU) ให้เป็นประเทศเจ้าภาพจัดงาน ITU Telecom Asia 2008 และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้รับการประสานขอความร่วมมือจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการสนับสนุนการบริหารจัดการระบบสื่อสารโทรคมนาคมให้กับผู้ร่วมแสดงนิทรรศการภายในงาน พร้อมการร่วมจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ทีโอที มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่สื่อสารในงานที่ถือเป็นสุดยอดเวทีการเจรจาธุรกิจโทรคมนาคมของบุคคลในวงการ
ทั้งนี้ ทีโอที ได้ให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ถึง 2 ด้าน คือการเป็นทั้งผู้ให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลักภายในงานและการร่วมแสดงนิทรรศการ เพื่อร่วมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีประเทศไทย โดยในด้านการให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคมภายในงาน ทีโอที ได้จัดเตรียมโครงข่ายและระบบการป้องกันเหตุเสียเพื่อรองรับการให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมทุกรูปแบบครบวงจรครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของอาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เพื่อรองรับการใช้บริการจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพยริการสูงสุดรวมทั้งสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาถึงระดับ fully redundancy อันประกอบด้วย บริการโทรศัพท์พื้นฐาน ISDN, IP Phone บริการโทรศัพท์สาธารณะแบบใช้บัตร (Prepaid card) บริการคู่สายเช่า - วงจรเช่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสาย (TOT Hi-speed Internet) และแบบไร้สาย (TOT Hi-Speed Internet) บริการ Leased Line Internet (ขนาดความเร็ว 16 Mbps.แบบ Fully International) เพื่อรองรับความต้องการของผู้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการทุกบริษัท
สำหรับแนวคิดในการสร้างสรรค์บูท ทีโอที ได้นำวิถีธรรมชาติในชีวิตคนไทยจาก “ไข่กบ” มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ เพื่อสื่อถึงโครงข่ายโทรคมนาคมหลักของประเทศที่มีการเกี่ยวโยงกันด้วยเทคโนโลยีที่ทับซ้อนกันอย่างเข้มแข็ง เป็นโครงหลักของประเทศที่สามารถรองรับทุกความต้องการของคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปรียบประดุจแพไข่กบที่มีการเชื่อมโยงเกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่น เพื่อการปกป้องจนนำมาซึ่งการเจริญเติบโตของอีกหลายชีวิตในอนาคต เฉกเช่น เดียวกับโครงข่ายของ ทีโอที ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทุกคนที่ได้ผูกพันรับใช้สังคมไทยด้วยความซื่อสัตย์ตลอดมา
บูธของทีโอทีภายในงานนี้ได้ออกแบบเป็นอาคาร 2 ชั้น นำเสนอผลงานนิทรรศการเป็นพื้นที่ 5 โซน พร้อมเวทีการแสดง ซึ่งในปีนี้จะเน้นศิลปวัฒนธรรมไทยที่ได้รับรางวัลจากการประกวดระดับโลกที่เรามีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอสู่สายตาชาวต่างประเทศทุกวันตลอดการจัดงาน สำหรับงานยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคอย่าง ITU Telecom Asia 2008 (ไอทียู เทเลคอม เอเชีย ทูเธ้าซั่นเอจ)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และสื่อสารองค์กร บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
คุณเบญจวรรณ ทิพยเศวต โทร 02 505 1212
คุณอำนาจ มุกดาประกร โทร. 08 1420 1886

Wrangler ส่ง "Blue Bella" เจาะใจวัยรุ่นผู้หญิงไทย

นายพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป(CMG) ผู้ผลิตและนำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชั้นนำของประเทศ ซึ่งเป็นผู้ผลิตจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ยีนส์ ภายใต้แบรนด์ Wrangler เผยว่า ขณะนี้ บริษัทพร้อมทำตลาดผลิตภัณฑ์ยีนส์สำหรับผู้หญิงในเมืองไทยเต็มสูบ ภายใต้ชื่อ "Blue Bella" เพื่อทำตลาดเจาะกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงนำร่องก่อนหลังพบว่ามีโอกาสในการทำตลาดสูง
จุดขายของ "Blue Bella" อยู่ที่ใส่แล้วดูเป็นธรรมชาติเข้ากับบุคลิกของผู้หญิงที่แรงเลอร์ต้องการสื่อถึงความเป็น feminine ผู้นำแฟชั่นยีนส์ผู้หยิงที่ไม่เหมือนใครโดยจับกระแส ความน่ารัก สดใส ในลักษณะของผู้หญิงทั้งในแบบเรียบง่ายและแบบแฟชั่นเข้าด้วยกัน
ภาพรวมของตลาดยีนส์ปี 2551 มีผลให้ลูกค้าชะลอและระวังการใช้จ่ายเงิน ซึ่งทำให้ตลาดยีนส์โดยรวมค่อนข้างนิ่ง หรือทรงตัว ส่วนปี 2552 บริษัทตั้งเป้าว่าสิ้นปี 2551 ยอดขายยีนส์แรงเลอร์จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน
กิจตกรรมกระตุ้นยอดขาย และกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงนี้ บริษัทได้จัดประกวดโครงการ "Wrangler Blue Bleea Jeans Contest:ตามล่าหา 4 สาวใส่ยีนส์สวย" เพื่อแนะนำ Wrangler Blue Bella ให้เป็ที่รู้จักและเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Brand Wrangler โดยรวม ซึ่งการประกวดครั้งนี้ผู้สนใจ สามารถส่งรูปถ่ายพร้อมใบสมัครและแนบแถบ Barcode ของป้าย Blue Bella ส่งไปรษณีย์มาที่ บริษัท เซ็นทรัลเทรดดิ้ง จำกัด(แรงเลอร์)3388/25-37,51-53และ 82-85 อาคารสิรินรัตน์ ชั้น 23 ถนนพระราม 4 คลองตัน คลองเตย กทม. 10110 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เคาน์ฌ๖ฮณืแรงเลอร์หรือ โทร0 2229 7772 หรือ ดูรายละเอียดที่ www.cmg.co.th การตัดสินรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นวันที่ 25 พ.ย. 2551 นี้ ที่ศุฯญืการค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ผู้ชนะทั้ง 4 สาวจะได้รับเงินสดคนละ 30,000 บาท และสำหรับ 16 คน ที่เหลือจะได้รับเงินสดคนละ 2,000 บาท นอกจากนี้ 4 คนที่ชนำการประกวดจะได้ร่วมถ่ายแฟชั่นเซตลงในนิตยสาร สุดสัปดาห์ กับ บี-น้ำทิพย์,วีเจ-จ๋ษล แสงทอง เกตุอู่ทอง และตอง-ภครมัย โปตระนันทน์ เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยสร้างการรับรู้ของแบรนด์ แรงเลอร์ ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี และช่วยกระตุ้นยอดขายยีนส์ แรงเลอร์ ทั้งคอลเลคชั่นผู้ชาย และผู้หญิงเพิ่มขึ้นแน่นอน

เบ็นคิวประกาศครองตลาดโปรเจ็คเตอร์ ส่งรุ่นใหม่ 9 รุ่นยึดตลาดทุกเซ็กเม้นท์ พร้อม Short Throw เทคโนโลยี เน้นระยะฉายสั้นที่สุด กว่าเครื่องทั่วไป

บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด รุกตลาดโปรเจ็คเตอร์ต่อเนื่องหลังครองเจ้าตลาดโปรเจ็คเตอร์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด 9 รุ่นพร้อมเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ Short Throw ใช้ระยะฉายสั้นแต่ให้ภาพใหญ่พิเศษ เป็นแห่งแรกในไทย
นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า “เบ็นคิว ได้ครองอันดับหนึ่งในตลาด DLP โปรเจ็คเตอร์ ของไทยมาตลอด เนื่องจากผลิตภัณฑ์เบ็นคิวมีประสิทธิภาพสูง รวมถึงการใช้กลยุทธ์การผสานนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ล้ำยุคและการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์ เพื่อตอบโจทย์ทุกพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการหลากหลาย”และราคาที่คุ้มค่า พร้อมบริการหลังการขายที่ดี ซึ่งนับเป็นความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเบ็นคิวในตลาดโปรเจ็คเตอร์ของไทย”
“ เบ็นคิวได้เปิดตัว โปรเจ็คเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด 9 รุ่น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกเซ็กเม้นท์ตั้งแต่ กลุ่มSME กลุ่ม ออฟฟิซ กลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร กลุ่มสถาบันการศึกษา และ Home Entertainment โดยมีความสว่างตั้งแต่ 2,000 ANSI - 6,000 ANSI และจะมุ่งเน้นที่ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Short Throw Series ที่มี 2 รุ่นใหม่ล่าสุด คือ MP 512 ST และ MP 522 ST ซึ่งเป็นโปรเจ็คเตอร์ที่มีระยะฉายสั้นที่สุดในประเทศไทย เพียง 1 เมตรและสามารถขยายภาพได้ถึง 55 นิ้ว ซึ่งเป็นระยะฉายที่สั้นกว่าโปรเจ็คเตอร์ทั่วไปถึง 2 เท่า โดยโปรเจ็คเตอร์เบ็นคิวทั้ง 9 รุ่นใช้ระบบฉายภาพแบบ DLP (Digital Light Processing ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี่การฉายภาพระดับสูงของบริษัท Texas Instruments ซึ่งให้ภาพที่ละเอียด คมชัดกว่า สบายตากว่า และให้ภาพที่มีสีสันสวยงาม เสมือนจริงได้ยาวนานกว่าโปรเจ็คเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยี่อื่น นอกจากนี้ UNISHAPE Technology ของเบ็นคิวจะช่วยปรับความเข้มของหลอดไฟ เพื่อเพิ่มความสว่างของภาพได้ถึง 40% และ ช่วยเพิ่มความคมชัดของสีในการเล่นโหมดต่างๆ” โดยเบ็นคิวได้วางแผนการตลาดเชิงรุกอย่างครบวงจรด้วยการสร้างแบรนด์เบ็นคิวด้วยการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาช่องทางการจำหน่าย การอบรมให้ความรู้ดีลเลอร์เกี่ยวกับโปรเจ็คเตอร์ระบบ DLP และการทำตลาดร่วมกับคู่ค้า และตัวแทนจำหน่าย รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเป้าหมายตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการสร้างการจดจำแบรนด์ “เบ็นคิว” และสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์โดยตรง โดยสิ้นปีคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากผลิตภัณฑ์กลุ่มโปรเจ็คเตอร์ประมาณ 200 ล้านบาท” นายธีรวุธ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดกล่าวสรุป
คุณณัฐพล สงวนศิริ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์โปรเจ็คเตอร์ของ บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โปรเจ็คเตอร์เบ็นคิวรุ่น Short Throw เป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม Office เพื่อการนำเสนองานอย่างเป็นทางการหรือประชุมย่อยแม้ภายในห้องเล็กๆ กลุ่ม Home Users ซึ่งใช้สำหรับ Home Entertainment ครบวงจร ทั้งฉายภาพยนตร์ที่บ้านแบบ Home Theatre หรือ เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมส์สุดโปรด อาทิ เกมส์ Nintendo’s Wii, XBOX 360 และเกมส์อื่นๆ ด้วยความสว่างสูงสุดตั้งแต่ 2200 ANSI และ อัตรา Contrast 2500:1 (ในรุ่นMP 512 ST) จนถึง 3,000 ANSI และอัตรา Contrast 2000:1 (ในรุ่น MP771)”
"เราหวังว่า การเปิดตัวโปรเจ็คเตอร์รุ่นใหม่ทั้ง 9 รุ่นนี้ จะช่วยให้เรารักษาความเป็นผู้นำตลาดโปรเจ็คเตอร์ของไทย และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทั้งในกลุ่ม ตลาดองค์กร ตลาด SME ตลาด Home Entertainment และตลาดสถาบันการศึกษา และร้านค้าทั่วไป โดยในครึ่งปีแรก เบ็นคิวมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ12-15% ในตลาดโปรเจ็คเตอร์ และมีอัตราเติบโต 27% สูงกว่าการเติบโตของตลาดรวมซึ่งอยู่ที่ 10 %” คุณณัฐพล กล่าวสรุป

โฮมโปร ทุ่มงบฉลองครบรอบ 12 ปี ครั้งยิ่งใหญ่ มอบโปรชั่นสุดคุ้ม คืนกำไรให้ลูกค้าแบบไม่อั้น

โฮมโปร ฉลองครบรอบ 12 ปี อัดฉีดงบกว่า 50 ล้าน ลุยแคมเปญ “HomePro 12th Anniversary” ลดสูงสุด 80 % พร้อมผนึกพันธมิตรบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ สมนาคุณคืนกำไรให้ลูกค้าไม่อั้น คาดสร้างยอดขาย 1,600 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว Metro Living เฟอร์นิเจอร์คอลเล็คชั่นใหม่ ตอบสนองคนเมือง ภายใต้พื้นที่อันจำกัด
นายณัฏฐ์ จริตชนะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจ “โฮมโปร” ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร เปิดเผยว่า “แม้สภาวะการเมืองและเศรษฐกิจจะไม่สู้ดีนัก แต่ โฮมโปร สามารถยืนหยัดเคียงข้างผู้บริโภคในการให้บริการสินค้าเกี่ยวกับบ้านที่มีคุณภาพกว่า 60,000 รายการในราคาที่คุ้มค่า พร้อมการบริการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและครบวงจรเพื่อตอบสนองคนรักบ้านอย่างแท้จริง และได้จัดแคมเปญทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้บริโภค โดยล่าสุด โฮมโปร จะได้จัดแคมเปญ “HomePro 12th Anniversary” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาะที่โฮมโปรครบรอบ 12 ปี และเป็นการขอบคุณลูกค้าคนสำคัญที่ให้การสนับสนุน โฮมโปร มาโดยตลอด ด้วยการมอบส่วนลดสินค้าสำหรับคนรักบ้านหลากหลายแบรนด์ดัง กว่า 300 รายการ ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 80 % และเพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าจากแคมเปญพิเศษที่หลากหลาย โดยลูกค้ามีสิทธิ์ได้รับทั้งเงิน และทอง ส่วนลดเพิ่มสูงสุดจากสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะ จาก บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพและบัตรเดบิตธนาคารกรุงเทพ ” นอกจากลูกค้าจะได้รับส่วนลดสูงสุด 80% แล้ว ยังมีสิทธิร่วมรายการ ช้อปครบรับเงิน...สะสมรับทอง โดยลูกค้าสามารถเลือกรับเงินทันที เมื่อช้อปครบทุก 100,000 รับบัตรของขวัญโฮมโปร มูลค่า 5,000 บาท ช้อปครบทุก 60,000 บาท รับบัตรของขวัญโฮมโปร มูลค่า 2,000 บาท ครบ 25,000 บาท รับบัตรของขวัญโฮมโปรมูลค่า 500 บาท หรือจากเลือก สะสมยอดซื้อเพื่อรับทอง คือ เมื่อสะสมครบ 1,200,000 บาท รับทองคำหนัก 5 บาท สะสมครบ 600,000 บาท รับทองคำหนัก 2 บาท และ สะสมครบ 350,000 รับทองคำหนัก 1 บาท
นายณัฏฐ์ กล่าวว่า “สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพและบัตรเดบิตธนาคารกรุงเทพ เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรจะมิสิทธิ์ได้รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดอีก 10% โดยเมื่อซื้อสินค้าผ่านบัตร 10,000 – 50,000 บาท รับส่วนลดเพิ่ม 3 % 50,001-300,000 ลดเพิ่ม 5 % และ 300,001- 500,000 ลดเพิ่ม 10% นอกจากนี้กรณีเลือกผ่อนชำระBe Smart ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ สามารถรับลดเพิ่ม 5-8 % พร้อมแผนการผ่อนชำระ 0% นานถึง 3 เดือน และรับฟรีบัตรของขวัญโฮมโปร มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกบัตร Home Card โดยหากมียอดซื้อ 300,001-500,000 บาท ผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตธนคารกรุงเทพ สามารถนำคะแนนสะสม 120 คะแนน มารับส่วนลดเพิ่มอีก 2% หรือจะเลือกรับแคมเปญ Happy Reward โดยนำคะแนนสะสม 100 คะแนน มาแลกรับบัตรของขวัญโฮมโปรมูลค่า 400 บาท จากปกติที่ต้องใช้ 120 คะแนน
สำหรับการจัดแคมเปญพิเศษในครั้งนี้เราได้ทุ่มงบประมาณการตลาด รวมไปถึงงบประมาณโฆษณาและประชาสัมพันธ์กว่า 50 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคผ่านภาพยนตร์โฆษณา 3 เรื่อง 3 รส ภายใต้แนวคิด “เราไม่ทุ่มทุนสร้างเพราะเราทุ่มทุนเซล”ผลิตโดย บริษัท บีบีดีโอ กรุงเทพ จำกัด บริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำของเมืองไทย ทั้งนี้คาดการณ์ว่าภาพยนตร์โฆษณาดังกล่าวจะเข้าไปอยู่ในใจของผู้ชมทั่วประเทศได้ไม่ยาก ทั้งนี้ได้ตั้งเป้ายอดขายสำหรับการจัดแคมเปญ 1,600 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ที่ต้องการสินค้าเกี่ยวกับบ้านในราคาที่คุ้มค่าและมีคุณภาพ จึงขอเชิญชวนคนรักบ้านทุกท่านมาร่วมเฉลิมฉลองกับแคมเปญ “HomePro 12th Anniversary” ได้ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน – 1 ตุลาคม 2551 ที่โฮมโปร และ โฮมโปรพลัสทุกสาขาทั่วประเทศ” นายณัฏฐ์ กล่าว
และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 12 ปี อย่างยิ่งใหญ่ บริษัท ฯ ยังได้ร่วม กับ บริษัท เอส.บี. อุตสาหกรรมเครื่องเรือน จำกัด เปิดตัว “Metro Living” คอลเล็คชั่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “ไร้ขีดจำกัดด้านพื้นที่ พอดีกับชีวิตคนเมือง” เพื่อตอบสนองชีวิตคนเมืองที่อาศัยอยู่ในคอนโดเป็นส่วนใหญ่ โดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่ครบครันภายใต้พื้นที่ที่จำกัด ทั้งนี้สินค้าคอลเล็คชั่น “Metro Living” ได้เน้นการออกแบบในสไตล์ Contemporary และสไตล์ Modern ซึ่งมีทั้งแบบ Studio Set และ One Bedroom Set โดยช่วงแรก มีการเปิดโชว์รูม และจัดจำหน่ายภายในโฮมโปร 5 สาขา ได้แก่ โฮมโปรสาขา ลาดพร้าว รามคำแหง เพลินจิต เสรีเซ็นเตอร์ และ ฟิวเจอร์มาร์ท พระราม 3 ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้า และได้รับสินค้าภายใน 30 วัน พร้อมบริการจัดส่งและติดตั้งครบวงจร

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต “The Stylish Riding –On-Demand SUV” ตอบชีวิต ตามใจคุณ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวแนะนำรถยนต์เอสยูวีรุ่นใหม่ “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต” กับสื่อมวลชน ชูแนวคิด The Stylish Riding-On-Demand SUV ที่ตอบรับกับทั้งไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และครอบครัวได้อย่างลงตัว
มร.มิจิโร่ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
จัดงานแถลงข่าวแนะนำมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เอสยูวีใหม่ กับสื่อมวลชนก่อนแนะนำสู่ตลาดเมืองไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เอสยูวีใหม่ได้รับการออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด “ The Stylish Riding-On-Demand SUV...ตอบชีวิต ตามใจคุณ” ถือเป็นรถที่มีความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ เทคโนโลยี สมรรถนะ ความปลอดภัย รวมถึงประโยชน์ใช้สอย โดยมีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซลพร้อมระบบไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.5 ลิตร และ 3.2 ลิตร ตั้งราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 950,000 บาท ถึง 1,240,000 บาท เริ่มขายทั่วประเทศตุลาคมนี้ “จากหลักในการดำเนินงานของมิตซูบิชิ รถยนต์ทุกคันจะต้องเป็นรถที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีทั้งความสมบูรณ์แบบในการใช้งานและสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ครอบครอง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เอง ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นให้มีความคุ้มค่าอย่างรถเอสยูวีที่มีทั้งความหรูหรา สะดวกสบายในการขับขี่ ความอเนกประสงค์ ความปลอดภัย และสมรรถนะที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในแต่ละวันหรือในวันที่ต้องการทำกิจกรรมพิเศษ ที่จะเพิ่มความคล่องตัว สะดวกสบายและประหยัดให้กับชีวิตมากยิ่งขึ้น

เราได้แนะนำทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซลไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.5 ลิตร และขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซลไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 3.2 ลิตร โดยรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ มาพร้อมแนวคิด “Utility on Demand” ประโยชน์ใช้สอยที่ตอบทุกความต้องการ สำหรับลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์เพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและครอบครัวสักคัน ที่มีความแข็งแกร่งและห้องโดยสารที่กว้างขวางหรูหราสะดวกสบาย รวมทั้งการตกแต่งภายในที่ปรับการใช้งานได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังให้การประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม ในขณะที่รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมสมรรถนะที่เป็นเยี่ยม สำหรับลูกค้าที่ต้องการรถที่ให้ทั้งกำลังและสมรรถนะเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและเพื่อการเดินทางไปในทุกที่สำหรับวันพักผ่อนตามแนวคิด “Performance on Demand” สมรรถนะที่ตอบทุกความต้องการ

ความโดดเด่นในหลายๆ ด้านของมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงที่ปราดเปรียวพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ตสามารถสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตและรสนิยมของของผู้ขับขี่แม้แต่การใช้งานในเมืองได้เป็นอย่างดี ด้วยความหรูหราและทันสมัย รวมไปถึงพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางให้ความรู้สึกสะดวกสบาย ห้องโดยสารที่เงียบที่สุดในรถระดับเดียวกัน ในขณะที่เบาะคนขับสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าได้ถึง 8 ทิศทาง พร้อมติดตั้งระบบความบันเทิงครบครัน จึงรับประกันได้ถึงความสะดวกสบายและสนุกในการขับขี่ไม่เฉพาะสำหรับคนขับแต่ยังรวมไปถึงผู้โดยสารอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังมาพร้อมความแข็งแกร่งจากโครงสร้างแชสซีส์แบบขั้นบันไดใหม่ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Super Select 4WD ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับที่ใช้ในรถมิตซูบิชิ ปาเจโร เอสยูวี ระดับหรู พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II และ Sportronic และด้วยรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร ทำให้มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องสมรรถนะแบบออฟโรดรวมไปถึงกำลังขับเคลื่อนที่สมบูรณ์แบบในทุกสภาพถนน

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ถูกผลิตที่ฐานการผลิตในประเทศไทยที่โรงงานที่แหลมฉบังเพื่อการส่งออกไปทั่วโลกเช่นเดียวกับมิตซูบิชิ ไทรทัน ซึ่งผมเชื่อว่าจากความโดดเด่นในทุกๆ ด้าน พร้อมกับราคาขายที่ถือได้ว่าแข่งขันได้จะทำให้มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คันนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ อย่างแน่นอน“ มร. อิมาอิ กล่าว

เปิดราคาโดนใจพร้อมออพชั่นเพียบมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีทั้งหมด 4 รุ่น พร้อม 4 สีให้เลือก ได้แก่ สีดำ,เทาดำ, บรอนซ์เงิน และบรอนซ์ทอง โดยตั้งราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 950,000 บาท

รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ - 2.5 DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ GLS เกียร์อัตโนมัติ ราคา 950,000 บาท - 2.5 DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ GT เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,070,000 บาท

รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ - 3.2 DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ GLS เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,120,000 บาท - 3.2. DI-D ไฮเปอร์ คอมมอนเรล เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ GT เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,240,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์ที่ให้ทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และการประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม สามารถชมและทดลองขับ “ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต” ได้ที่โชว์รูมรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 1800 900 009

‘อรายซ์’ เครื่องดื่มทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

บริษัท อาหารและยาเพื่อสุขภาพ จำกัด ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารบำรุงสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ เปิดตัวเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ "อรายซ์" ภายใต้แนวคิด "สร้างเสริมสุขภาพดี-ชีวีสมดุล" (Balance your Life)

นพ. ชาตรี หลายปัญญา ประธานกรรมการ บริษัท อาหารและยาเพื่อสุขภาพ จำกัด (FHD) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงบกว่า 50 ล้านบาท เปิดตัว “อรายซ์” เครื่องดื่มทางเลือกใหม่ ของคนใส่ใจสุขภาพหวังเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์อาหารเสริมฯ ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเต็มสูบ เพื่อผลักดัน “อรายซ์” ให้เป็นหนึ่งในใจของคนรักสุขภาพ ทั้งในประเทศ และในระดับสากล หวังยอดขาย 570 ล้านบาท สำหรับยอดขายน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพของบริษัทในสิ้นปี 2552 บริษัทคาดว่าจะมียอดขายในประเทศประมาณ 250 ล้านบาท และส่งออกไปยังต่างประเทศอีกหลายสิบประทั่วโลก อีก 270 ล้านบาท รวมเป็น 500 ล้านบาท และปีหน้าเตรียมบริษัทได้ทุ่มตลาดกว่า 50 ล้านบาท

บ.อิออน ออกหุ้นกู้อายุ 2 ปี และ 4 ปี มูลค่ารวม 2 พันล้านบาท ซึ่งมีการค้ำประกันโดยมิซูโฮและเจบิค

จากซ้ายไปขวา 1. มร. ยูฮิอิ โอมิ Chief Representative Cambodia, Lao PDR, Myanmar & Thailand ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิค) 2. มร. มาซาโอะ มิซูโน กรรมการผู้จัดการ บมจ. อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) 3. มร. มูเนียกิ คิโยตะ General Manager Bangkok Branch มิซูโฮ คอร์ปอเรท แบงก์ (มิซูโฮ) 4. นายไพบูลย์ นลินทรางกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด
บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อย รวมถึงธุรกิจบัตรเครดิต เช่าซื้อ และสินเชื่อส่วนบุคคล ได้ออกหุ้นกู้มีประกันของบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 1/2551 อายุ 2 และ 4 ปี มูลค่ารวมของหุ้นกู้ครั้งนี้เป็นจำนวน 2 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นชุดละ 1 พันล้านบาท หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 2 ปี ให้อัตราดอกเบี้ย 4.59 % ต่อปี จะมีการค้ำประกันโดยธนาคาร มิซูโฮ คอร์ปอเรท (Mizuho Corporate Bank, Ltd.) สำหรับหุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 4 ปี ให้อัตราดอกเบี้ย 5.20 % ต่อปี จะมีการค้ำประกันก่อนโดยธนาคาร มิซูโฮ คอร์ปอเรท และธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation) ("เจบิค") จะเข้ามาค้ำประกันต่ออีกทอดหนึ่ง หุ้นกู้ครั้งนี้ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือที่ "AAA" จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จำกัด โดยจะจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 6 เดือน
การออกหุ้นกู้ครั้งนี้เป็นการแสดงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชน โดย เจบิค และมิซูโฮ ได้ให้การสนับสนุนต่อ อิออน ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วเอเชีย ในการที่ออกหุ้นกู้ในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการให้การค้ำประกันจากทั้ง 2 ฝ่ายนี้ "ทีมเจแปน" ในครั้งนี้ ซึ่งรวมไว้ทั้งหน่วยงานภาครัฐของญี่ปุ่น บริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำ และบริษัทลูกของกลุ่มอิออน นั้นจะมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังในการซื้อของผู้บริโภคไทยได้
นอกจากนี้การเข้ามาค้ำประกันหุ้นกู้ครั้งนี้ของเจบิคนั้น ยังเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market Initiative) ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของประเทศในเอเซียซึ่งมีระดับการออมเงินที่สูงอยู่ และเพื่อเพิ่มทางเลือกสำหรับการระดมทุนของภาคเอกชนระหว่างประเทศ
สำหรับเงินทุนที่ได้รับจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ บริษัทมีวัตถุประสงค์ที่จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับขยายธุรกิจต่างๆรวมถึงการให้กู้สินเชื่อเพื่อซื้อรถจักยานยนต์ญี่ปุ่นและเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551

บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ร่วมฉลอง10ปี"Central International Watch Fair"

บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ร่วมฉลอง10ปี"Central International Watch Fair"งานแสดงนาฬิการะดับภูมิภาคเอเซีย ที่รวบรวมนาฬิกาหรูระดับเวิลด์คลาสกว่า170แบรนด์มูลค่า6500ล้านบาทโดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้จัดงานPreview Dayเพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ระหว่างวันที่22-25สิงหาคม2551นี้ ณ The Lobby Lounge ห้างฯเซ็นทรัล สาขาชิดลม ซึ่งPreview Dayเป็นหนึ่งแคมเปญที่บัตรเครดิตไทยพาณิชย์เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับห้างเซ็นทรัลและเป็นเพื่อเป็นการฉลอง10ปีงานCentral International Watch Fairทางเซ็นทรัลได้รวบรวมนาฬิกาแบรนด์ระดับชั้นนำทั่วโลกมาไว้ในงานอาทิ Frank Muller: Bvigari :Piagetเพื่อเป็นให้เหล่านักสะสมนาฬิกาได้จับจองภายในงานได้จัดกิจกรรมสำหรับลูกค้าขึ้นโดยมีนายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้กล่าวเปิดงานพร้อมทั้งเชิญเหล่าซุปเปอร์สตาร์นายแบบ นางแบบอาทิ ป้อง ณวัฒน์ ศรีริต้า เดินแบบนาฬิกาสุดหรู และที่ขาดไม่ได้ Fair Ambassadorคุณแพร สารสินและ คุณภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ ร่วมเพิ่มสีสันในงาน

“คนรุ่นใหม่ใช้สินค้าศิลปาชีพไทย”

งาน “ถนนสายศิลปาชีพ” Street of Arts and Crafts, Bangkok 2008 งานแสดงนิทรรศการ และการรวบรวมสุดยอดผลงานศิลปาชีพและศิลปหัตถกรรม สู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร กว่า 200 ร้านค้า ซึ่งจัดโดยศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 21-24 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน และ Sky Walk
นายโชคศิริ รอดบุญพา ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. ได้เปิดเผยว่า “เนื่องจากในเดือนมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นล้นพ้น ที่ทรงมีพระราชดำริ ในการช่วยให้พสกนิกรไทยที่ยากจน ให้มีความเป็นอยู่และชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้พอเพียงต่อการเลี้ยงครอบครัว โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนทำงานศิลปาชีพต่างๆตามความเหมาะสม ของแต่ละท้องถิ่น ศ.ศ.ป. จึงจัดงาน ถนนสายศิลปาชีพ ขึ้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ช่างฝีมือในมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และผู้ประกอบการในอาชีพศิลปหัตถกรรมไทย ได้มีโอกาสในการจำหน่ายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น และเป็นการช่วยส่งเสริมให้คนไทยหันมาซื้อ และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจของไทยอีกทางหนึ่ง ทำให้งาน ถนนสายศิลปาชีพ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 – 24 สิงหาคมที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้รับเกียรติจาก พ.ต.ท. บรรยิน ตั้งภาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ตีฆ้องเปิดงานร่วมกับดาราชื่อดังมาริโอ้และสายป่าน ซึ่งงานมีประชาชนไทยจำนวนกว่า 20,000 คนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ทั้งครอบครัว และคนรุ่นใหม่ โดยภายในงานได้มีกิจกรรมมากมายได้แก่ การแสดงนิทรรศการ ผลงานต้นแบบผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ การแสดงผลงานของนักศึกษาอาชีวะที่ชนะการประกวด จากโครงการจัดประกวดการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายศิลปาชีพ พร้อมไฮไลท์การแสดงหุ่นสาย การสาธิตงานศิลปหัตถกรรม การฝึกสอนผลิตชิ้นงานศิลปหัตถกรรม ซึ่งทุกคนที่เข้าฝึกได้นำชิ้นงานนั้นกลับบ้านไปด้วย และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมกว่า 200 ร้านค้า บน Sky Walk ระหว่าง สถานี BTS สยามสแควร์ ถึง สถานี BTS ชิดลม เป็นต้น
“เราทำให้การจัดงานถนนสายศิลปาชีพ เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยรณรงค์ให้คนไทยในทุกช่วงอายุได้เห็นคุณค่าของงานศิลปาชีพและศิลปหัตถกรรมไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ที่ชอบมาเดินช้อปปิ้งแถบศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามแสควร์ Sky Walk ใจกลางเมือง ได้มีโอกาสเห็นว่างานศิลปหัตถกรรมของไทยก็มีความสวยงามไม่แพ้ของต่างชาติเหมือนกัน ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ก็มีดาราชื่อดังมาริโอ้ เมาเร่อ และสายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข มาร่วมรณรงค์เชิญชวนคนรุ่นใหม่ใช้สินค้าศิลปาชีพไทย พร้อมกับเหล่าบรรดานางงามมาประดิษฐ์งานหัตถกรรม และนอกจากนั้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ได้มีโอกาสได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมของไทยในจุดใจกลางเมืองได้ด้วย” นายโชคศิริ กล่าวทิ้งท้าย

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองศ์เจัาโสมสวลีฯ เสด็จเป็นองศ์ประธานเปิดงาน ฉลองครบ 20 ปี แบรนด์ชลาชล

นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จของแบรนด์ชลาชลซึ่งได้รับกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองศ์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จมาเป็นองศ์ประธานเปิดงาน ฉลองครบรอบ20ปี แบรนด์ชลาชลและเสด็จพระดำเนินเยี่ยมชมนิทรรการโครงการสมศักดิ์ เพื่อ สมศักดิ์ ที่ก่อตั้งเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ในสังคมพร้อมทอดพระเนตรการแสดงละครเพลง Your head is your crowning glory วิวัฒนาการช่างทำผมในประวัติศาสตร์ไทยโดยมีสมศักดิ์ ชลาชล ประธานกรรมการบริษัท ชลาชล จำกัด เฝ้ารับเสด็จ ณ ห้องนภาลัย บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี พร้อมแขกผู้มีเกียรติ มากมาย ปิดท้ายงานด้วยของขวัญสุดพิเศษเป็นผลิตภัณฑ์แชมพู-ครีมนวดชลาชลซึ่งถือโอกาสเปิดตัวครั้งแรกในงานฉลองครบรอบ20ปีแบรนด์ชลาชล เพราะการที่ชลาชลกรุ๊ปได้คลุกคลีกับลูกค้ามานานกว่า20ปีจึงอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนรักผมให้มีความสุขเมื่อได้ใช้ผ่อนคลายกับชีวิตที่รีบเร่งกับการทำงานจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบรับไลฟ์สสไตล์ชีวิตของคนเมืองขึ้นมาภายใต้แบรนด์ชลาชลChalachol Shampoo & Conditionerซึ่งค้นพบจากพลังของธรรมชาติคือ สารสกัดของดอกฝ้ายสารสกัดจากพืชในแถบอินเดีย มะเฟือง น้ำมันมะพร้าว ผสานให้เกิดแชมพูและครีมนวดผมเพื่อคนเอเซียโดยเฉพาะและใช้แลป เดียวกับผลิตภัณฑ์ชั้นนำของโลกในการผลิต "วันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จของแบรนด์ชลาชล เท่านั้นแต่เป็นความภาคภูมิใจแก่วงการช่างทำผมไทยด้วย"

“ Yaris” Presents “Asian Hip Hop Festival

Yaris Presents Asian Hip Hop Festival เวทีรวมพลคนรักฮิพฮอพทั่วเอเชียทั้ง 7 ประเทศ ไทยเทเนี่ยม ตัวแทนไทยประชัน นาส ฮิพฮอพดังจากอเมริกา!
บริษัท เอ็ฟยูพีเอ็ม ร่วมกับ ไทยเทเนี่ยม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด นำเสนอโปรเจคยิ่งใหญ่แห่งปี Yaris Presents Asian Hip Hop Festival (The 1st Asian Hip Hop Festival ever) เวทีที่รวมพลศิลปินฮิพฮอพโซนเอเชียไว้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็น ประเทศไทย, มาเลเซีย, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, เกาหลี, ญี่ปุ่น และอีก 1 ศิลปิน ฮิพฮอพดังจากอเมริกาคือ Nas (นาส) รวม 8 ศิลปิน 8 ประเทศ!
นับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์วงการเพลงฮิพฮอพระดับชาติ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยฝีมือของวงฮิพฮอพไทยอย่าง ไทยเทเนี่ยม ซึ่งรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในโปรเจคนี้อย่างเต็มตัวอีกด้วย ซึ่งงาน Yaris Presents Asian Hip Hop Festival นั้นจะมีขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2551 ที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน! (12.00น.-24.00 น.) โดยรูปแบบงานจะแบ่งออกเป็น 2 โซน 2 เวทีแห่งความสนุก โซนแรกพื้นที่ด้านนอกจัดเป็นงาน ฮิพฮอพ เฟสติวัล ที่นำเอาวัฒนธรรมเกี่ยวฮิพฮอพมาจัดแสดงไว้อย่างละลานตา คือมีทั้ง Street Culture, B-Boy, Street wear Booth, Graffiti Show, New Rapper Stage etc. ตั้งแต่เวลา 12.00-18.00 น. ส่วนเวทีด้านในเป็นการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินสุดยอดฮิพฮอพทั่วเอเชียรวม 7 ประเทศคือ ซึ่งก็คือประเทศ มาเลเซีย, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, ไทย และอีก 1 ศิลปินฮิพฮอพดังจากอเมริกาคือ Nas (นาส) โดยมีวง ไทยเทเนี่ยม รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ และเป็นตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งได้ฟิตซ้อมคอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งยังถือโอกาสจัดให้เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ของ ไทยเทเนี่ยมในรอบ 2 ปี แบบไม่มีผิดหวัง! โดยหวังว่าทั้งแฟนเพลงชาวไทยและชาวต่างประเทศจะสนุก และมันส์กับคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพราะศิลปินแต่ละคนที่ให้เกียรติมางานในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นศิลปินฮิพฮอพที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วแทบทั้งสิ้น เรียกว่าใครเป็นแฟนเพลงฮิพฮอพตัวจริงต้องไม่พลาด เพราะงานนี้เป็นการเอาใจคอแร็พแบบสุดๆ สำหรับโปรเจค Yaris Presents Asian Hip Hop Festival นี้ได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์หลัก และพันธมิตรอย่าง โตโยต้า ยาริส, ไอ โมบาย บาย สามารถ, ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ซิสเตมม่า ใหม่กลิ่นซากุระ, ผลิตภัณฑ์สิงห์, เอ็มเปย์, เครื่องดื่มโค้ก, MTV, Met 107 FM, Virgin Radio, Sanook.Com, Central World, Central Plaza, Route66, YZ International และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Yaris Presents Asian Hip Hop Festival เปิดจองบัตรตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม เป็นต้นไป ที่ ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ ทุกสาขา สอบถามรายละเอียด โทร.02-262-3456 และ www.thaiticketmajor.com บัตรราคา 2000 / 1500 / 1000 / 800 / 500 / 300 บาท หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.fupm.biz และ www.thaitanium-ent.com

HFBโอสถสภา เปิดตัว เปปทีน®”ORIGINAL SOYPEPTIDE”นวัตกรรมสารอาหารสำหรับสมอง อย่างเป็นทางการ

ฝ่ายการตลาดเครื่องดื่มเสริมสุขภาพและฟังชั่นนัล บริษัท โอสถสภา จำกัด ได้เปิดตัวเครื่องดื่มเปปทีน ORIGINAL SOYPEPTIDE อย่างเป็นทางการ โดยได้จัดงานแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ที่ เซ็นทรัล เวิล์ด ออฟฟิส เมื่อบ่ายวันพฤหัสที่ 21 สิงหาคม โดยภายในงานมีแขกรับเชิญพิเศษ 5 ท่าน ได้แก่ นาย กวิน สุรกิจบวร แชมป์เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกระดับนานาประเทศ ปี 2551 (ล่าสุด) และแชมป์เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิกระดับทวีปเอเชียปี2551, อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักวิชาการด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิเรื่องประวัติศาสตร์ไทย, ศิลปวัฒนธรรมอารยธรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ, คุณ แทนคุณ จิตต์อิสระ พิธีกรรายการแฟนพันธ์แท้ รายการอัจฉริยะข้ามคืน และอัจฉริยะยกบ้าน, คุณชนันภรณ์ รสจันทร์ มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี 2548 และนักบินหญิงรุ่นแรกประจำสายการบินไทยแอร์เอเชีย, น.ท. ระวิน ถนอมสิงห์ ผู้บังคับฝูงบิน F-16 ที่ใหญ่ที่สุดของไทย กองบิน 1 จ.นครราชสีมา และเป็นแชมป์อัจฉริยะข้ามคืนคนแรกโดยทั้งห้าท่านเป็นตัวแทนของรูปแบบที่สำคัญของการใช้สมอง อันได้แก่ การเรียนรู้ ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ สมาธิ และการวิเคราะห์และตัดสินใจที่ซับซ้อน ซึ่งจากการวิจัยที่ประเทศญี่ปุ่นพบว่า ORIGINAL SOY PEPTIDE ใน เครื่องดื่มเปปทีนจะสามารถเสริมประสิทธิภาพการทำงานของสมองในรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี และเปปทีน®8000 ยังให้คุณค่าโภชนาการโปรตีนเป็น3เท่าของซุปไก่แต่ย่อยแล้ว และดื่มง่าย เปปทีน®4000และเปปทีน®8000 มีจำหน่ายในกล่องบรรจุ 6 ขวด ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำและร้านสะดวกซื้อ

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

ซินเน็ค เปิดตัว โคจินชะ อัลตร้าโมไบล์ พีซี ( Kohjinsha UMPC ) แบรนด์ใหม่สุดฮิตจากญี่ปุ่น เจาะกลุ่มนักธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไปเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์

นาย สุพันธุ์ มงคลสุธี (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) และ มร.โทรุ คูโรซาวะ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปด้านการตลาดต่างประเทศ บริษัท โคจินชะ คอร์ปอเรชั่น จากประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากซินเน็ค ฯ และนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ ปิติ ภิรมย์ภักดี ( ที่ 2 จากขวา)
เหนือกว่าทุกเทรนด์ ด้วยจอทัชสกรีนและปากกา สไตลัส มองได้ทุกมุม 360 องศา น้ำหนักเบาสุด เพียง 0.9 กิโลกรัม พกพาได้สะดวก พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานสุดครบครัน เชื่อมต่อโลกได้อย่างอิสระทุกเวลา
บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีกว่า 50 แบรนด์ เปิดตัวแนะนำ โคจินชะ อัลตร้าโมไบล์ พีซี ( Kohjinsha UMPC ) ที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดในญี่ปุ่นเข้าสู่ตลาดเมืองไทยด้วย UMPC ขนาดเล็กกะทัดรัดที่มาพร้อมจอทัชสกรีนและปากกา สไตลัสที่ช่วยให้เขียนด้วยลายมือได้ ผสานกับเทคโนโลยีที่พรั่งพร้อมรองรับคุณสมบัติการทำงาน และความบันเทิง อย่างครบครัน โดยทุ่มงบการประชาสัมพันธ์กว่า 10 ล้านบาท เพื่อสร้างการจดจำให้กับผู้บริโภคโดยเปิดตัวครั้งแรกนี้ด้วย 2 รุ่น 2 สี ราคาเริ่มต้น ที่ 29,900 บาท เจาะตลาด 4 กลุ่มหลัก ทั้ง นักธุรกิจ นักเดินทาง นักศึกษา และคนเทรนดี้มีสไตล์ ตั้งเป้าฟันยอดขาย 3,000 ตัวภายในสิ้นปีนี้
นาย สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซินเน็คได้มองเห็นความเติบโตของความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มคนทำงาน รวมทั้ง กลุ่มนักศึกษา ที่ต้องเดินทางไปมาตลอด ซึ่งต้องการอุปกรณ์ ที่จะช่วยให้การทำงานนอกสถานที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น และเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่และเวลา ซินเน็ค ฯ จึงพร้อมที่จะเปิดตลาดใหม่ ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ โคจินชะ อัลตร้าโมไบล์ พีซี ( Kohjinsha UMPC ) ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆในเอเชีย เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของคนรุ่นใหม่ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและดีไซน์ล้ำยุคที่ได้รับการออกแบบมาให้มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการใช้งานนอกสถานที่สูงสุด เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์อันไม่หยุดนิ่งของนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะทั้งในเรื่องของการทำงานแบบเคลื่อนที่และความบันเทิงในทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นในสำนักงาน ห้องประชุม ห้องเรียน หรือตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งร้านกาแฟและร้านอาหาร โดยโคจินชะ อัลตร้าโมไบล์ พีซี ( Kohjinsha UMPC ) มีจุดเด่นที่ขนาดเล็กกะทัดรัดเหมาะกับการพกพาได้ทุกรูปแบบ ด้วยจอทัชสกรีนและปากกา stylus และขนาดเล็กสุด (size A5) ในแบบแท็บเลตพีซี ซึ่งสามารถหมุนได้ 360 องศาและพับได้แบนเรียบ พร้อมหมุนภาพในจอได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน พร้อมปากกาสไตลัสช่วยให้เขียนด้วยลายมือได้และยังรองรับการใช้งาน Video Conference ได้ด้วยกล้อง 1.3 ล้าน พิกเซล เพื่อการสื่อสารที่สมบูรณ์ โดยทำงานบนระบบปฎิบัติการ Window Vista Home Basic และแอปปลิเคชั่น ออฟฟิซ ของไมโคซอฟท์ รวมทั้งเชื่อมต่อการสื่อสารกับโลกอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา รับ-ส่งข้อมูลด้วยเทคโนโลยี ไวร์เลสต่างๆ ที่มาพร้อมตัวเครื่อง เช่น Wi-Fi Certified WLAN1 และบลูทูธ พร้อมกับความบันเทิงครบครัน ทั้งการดูภาพ ฟังเพลง หรือเล่นไฟล์หนังด้วยดีวีดีซูเปอร์มัลติไดร์ฟที่ให้ภาพคมชัด เต็มอิ่มทุกอารมณ์ หน่วยความจำฮาร์ดดิสค์ขนาด 120 (ในรุ่น SH) กิกะไบท์ และ แรมขนาด 1 กิกะไบท์ แบบ DDR2 DRAM พร้อมชิปประมวลผลอินเทล "Stealey" Processor A110 ความเร็ว 800MHz คีย์บอร์ดขนาดเหมาะมือ และ น้ำหนักเบาเพียง 0.9 กิโลกรัม พร้อมคุณสมบัติการทำงานเหมือน โน๊ตบุ๊กคอมพิวเตอร์ จึงนับเป็นนวัตกรรมใหม่ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเพื่อการเดินทาง การใช้งาน และความบันเทิงเพื่อการพักผ่อนที่ลงตัวอย่างแท้จริง”
“สำหรับการทำตลาดของ ผลิตภัณฑ์ โคจินชะ อัลตร้าโมไบล์ พีซี นี้ ทางบริษัท ซินเน็ค ฯ จะใช้งบการตลาดประมาณ 10 ล้านบาท โดยผ่านทางกิจกรรมการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ทางสื่อสิ่งพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต กิจกรรมโรดโชว์ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งอาคารสำนักงาน มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษานานาชาติ ห้างสรรพสินค้าไอที และการแสดงคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด โดยจะเจาะกลุ่มผู้ใช้งานทั้งชายและหญิงตั้งแต่กลุ่มนักธุรกิจที่ต้องเดินทางหรือทำงานนอกสำนักงาน และกลุ่มคนที่ต้องเดินทางเป็นประจำ กลุ่มคนที่ชอบเทคโนโลยีและมีไลฟ์สไตล์ ทันสมัย และกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัย โดยทางบริษัทจะนำผลิตภัณฑ์นี้วางจำหน่ายในตลาดเมืองไทยขั้นแรก 2 รุ่น 2 สี คือ รุ่นเอสอาร์ ซีรี่ส์ ( SR Series ) สีขาว ราคา 37,900 บาท และ รุ่น เอสเอช ซีรี่ส์ (SH Series) สีดำ ราคา 29,900 บาท ซึ่งจะเหมาะกับลักษณะการใช้งานและความชอบของแต่ละกลุ่ม พร้อมการรับประกัน 1 ปี พร้อมการดูแลซ่อมบำรุงจากศูนย์บริการหลังการขายจากซินเน็คจำนวน 19 สาขาทั่วประเทศ โดยจะวางตลาด ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ สามารถเลือกชมและซื้อผลิตภัณฑ์นี้ได้ที่ ซีเน็คช้อป (CNEX Shop)ทั้ง 12 สาขาและ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของซินเน็ครวมทั้งห้างสรรพสินค้าไอทีทั่วประเทศและตามงานไอทีแฟร์ต่างๆที่จัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้”

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

Lamborghini เปิดตัวรถรุ่นปี 2009 พร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัย “IMMOBILIZER 4 WITH DOWNLOAD”

โรงงานผู้ผลิต Lamborghini เปิดตัวรถรุ่นปี 2009 พร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่พัฒนาล่าสุดมีชื่อว่า “IMMOBILIZER 4 WITH DOWNLOAD” ซึ่งการทำงานของระบบนี้ต้องเชื่อมต่อฐานข้อมูลรถแบบ online จากโรงงานผู้ผลิตระหว่างการซ่อม
สามารถสัมผัสความทันสมัยของระบบรักษาความปลอดภัย “Immobilizer 4 with download” นี้ได้ในรถ Gallardo LP 560-4 ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 และ Murcielago LP 640 ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต
ระบบรักษาความปลอดภัยที่ซับซ้อนนี้มีจุดประสงค์เพื่อประกันความปลอดภัยสำหรับรถและลดความเสี่ยงในการถูกโจรกรรม สิ่งสำคัญสิ่งแรกที่ถูกคำนึงถึงคือ เจ้าของรถจะได้รับระบบป้องกันรถที่ดีที่สุด กล่าวคือ ระบบรักษาความปลอดภัยนี้จะเพิ่มความอุ่นใจให้เจ้าของรถ หากมีการแก้ไขระบบเครื่องยนต์ เช่น เปลี่ยนกล่องควบคุม เครื่องยนต์จะถูกตัดการทำงานภายใน 3 วินาที หลังจากติดเครื่อง และจะเข้าสู่ SAFE MODE พร้อมทั้งแสดงข้อความบนหน้าปัดว่า “SAFE”
ข้อมูล Immobilizer จะถูกเข้ารหัสแบบอิเลคโทรนิกส์เฉพาะ ซึ่งจะถูกเก็บไว้ในกล่องควบคุม Immobilizer ที่ติดตั้งอยู่ในชุดแผงหน้าปัด
การทำงานของระบบรักษาความปลอดภัยใหม่นี้ ต้องพึ่งพาอุปกรณ์สามตัว คือ กล่องควบคุม Immobilizer ชุด ECU เครื่องยนต์ และ กุญแจรถ โดยกล่อง ECU เครื่องยนต์จะแบ่งเป็น Master และ Slave ซึ่งไม่สามารถสลับกันได้ รหัส Immobilizer จะถูกใช้เพื่อการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ทั้งสามนี้ หากรหัสตัวใดตัวหนึ่งไม่ถูกต้อง ระบบรักษาความปลอดภัยจะทำงาน และรถจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ใน SAFE MODE กล่อง Immobilizer ที่อยู่ในชุดแผงหน้าปัดจะไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือเปลี่ยนรหัสภายในได้ระบบรักษาความปลอดภัยใหม่นี้จะสามารถแก้ไขได้โดยโปรแกรม VAS PC เท่านั้นโปรแกรม VAS PC จะทำหน้าที่เชื่อมต่อกล่อง Immobilizer กับฐานข้อมูลของโรงงานผู้ผลิตที่ประเทศอิตาลี แบบ online สิ่งนี้ถือเป็นจุดเริ่มของการปฏิวัติมาตรฐานการซ่อมบำรุงระดับสูงสุด ซึ่งเป็นที่สุดในการพัฒนา ณ ขณะนี้
ดังนี้การจัดการระบบรักษาความปลอดภัยใหม่นี้จะต้องเชื่อมต่อระหว่างรถกับฐานข้อมูลโรงงานผู้ผลิต หากไม่มีการเชื่อมต่อจะไม่สามารถแก้ไขใดๆได้ และสำหรับประเทศไทย บริษัท นิช คาร์ จำกัด ในนาม Lamborghini Bangkok ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว เท่านั้น ที่จะสามารถดูแลรักษารถ Lamborghini ตามมาตรฐานการเซอร์วิสจาก Lamborghini ประเทศ อิตาลี
การเชื่อมต่อฐานข้อมูลโดยโปรแกรม VAS PC จะต้องใช้กุญแจอิเลคโทรนิกส์ที่เรียกว่า “GEKO token” ซึ่งความพิเศษของกุญแจอิเลคโทรนิกส์นี้คือ รหัสตัวเลขที่จะเปลี่ยนทุกๆ 60 วินาทีด้วยหลักการที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก เฉพาะผู้ที่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ส่งไปอบรมเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าใจและใช้อุปกรณ์เครื่องมือนี้เท่านั้น
นอกจาก GEKO token แล้ว การเชื่อมต่อฐานข้อมูลยังต้องการข้อมูลอื่นอีก เช่น รหัสตัวแทน และรหัสผ่าน โดยตัวแทนอย่างเป็นทางการเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิความไว้วางใจจากโรงงานผู้ผลิต Lamborghini มาตรฐานของระบบฐานข้อมูลการซ่อมนี้ยังต้องระบุข้อมูลเจ้าของรถก่อน หลังจากข้อมูลถูกต้องแล้วจึงจะทำขั้นตอนต่อไปได้ ด้วยมาตรฐานขั้นตอนที่ละเอียดและซับซ้อนดังที่กล่าวมา ช่างผู้ทำการซ่อมต้องผ่านการอบรมที่ Lamborghini Training Center ก่อนเท่านั้น
นอกเหนือจากโปรแกรมที่กล่าวมา อุปกรณ์การเชื่อมต่อยังถูกออกแบบใหม่เพื่อใช้กับการจัดการระบบรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะ คือ ชุดสาย VAS 5054 A OBD
ในประเทศไทย ผู้ที่ได้รับการไว้วางใจให้ดูแลรถจากโรงงานผู้ผลิตรถ LAMBORGHINI คือ Nichecars Lamborghini Bangkok ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น โดยขั้นตอนการซ่อมนี้จะมีความยุ่งยากกว่าแบบเดิมมาก แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งการซ่อมที่ถูกต้องแม่นยำโดยอาศัยคำแนะนำจากทีม Lamborghini ประเทศอิตาลีทุกครั้ง ทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจในบริการระดับมืออาชีพทุกครั้ง เมื่อได้รับบริการจาก Nichecars Lamborghini Bangkok

กระทรวงการคลังจัดงานมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2551

นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานในงานมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น (SOE Award) ประจำปี 2551 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 20 สิงหาคม 2551 ณ โรงแรม Centara Grand & Bangkok Convention Centre at Central World กล่าวว่า รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นเป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจไทย ที่ได้รับการยอมรับทั้งในด้านผลการดำเนินงาน การสนองบทบาทตามพันธกิจของรัฐวิสาหกิจ และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รางวัลที่ได้รับจึงเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อรัฐวิสาหกิจ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐวิสาหกิจอีกหลายๆ แห่งจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสที่จะได้รับรางวัลเช่นเดียวกันในอนาคต นอกจากนั้น ยังได้กล่าวถึงนโยบายของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสังคมว่า การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Social and Environmental Responsibility : CSER) เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ คือการปลูกฝังให้พนักงานมีจิตสำนึกเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีนโยบายในการสนับสนุนและให้กำลังใจหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ด้วยการมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้าน CSER มาตั้งแต่ปี 2549 และได้ฝากคำขวัญเพื่อย้ำความสำคัญของความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ว่า“รัฐวิสาหกิจไทย ใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อม
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ สคร. ดำเนินการจัดงานมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2551 นี้เป็นปีที่ 4 โดยกระทรวงการคลังได้กำหนดรูปแบบงานที่เน้นแสดงให้เห็นถึงบทบาทความสำคัญของรัฐวิสาหกิจในการพัฒนาสังคมไทยให้มีความก้าวหน้ามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยพื้นฐานของความสำเร็จในวันนี้และในอนาคตนั้นมาจากพลังความทุ่มเทและมุ่งมั่นของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่ให้บริการประชาชนด้วยจิตสำนึกที่คำนึงถึงประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และได้กำหนดรูปแบบของการจัดงานครั้งนี้ว่า “รัฐวิสาหกิจไทย ประสานใจสร้างสรรค์สังคม: Great Heart, Great Society”
ปี 2551 คณะกรรมการตัดสินรางวัลฯ ได้กำหนดรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นไว้ 5 ประเภท เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา และได้กำหนดให้มี “รางวัลเกียรติยศ” ขึ้น ในแต่ละประเภทรางวัล เพื่อมอบให้รัฐวิสาหกิจที่มีผลงานดีเด่นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และยังรักษาความโดดเด่นจนได้รับรางวัลในปีนี้ไว้ได้ด้วย โดย 5 ประเภทรางวัลมีดังนี้
ประเภทรางวัล รัฐวิสาหกิจที่ได้รับรางวัล ประจำปี 2551
1. รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจมีการดำเนินงานที่เป็นเลิศ
รางวัลดีเด่น • การไฟฟ้านครหลวง • บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
รางวัลเกียรติยศ • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร • บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)
2. รางวัลคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดีเด่น มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่อันดีของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีบทบาทในการกำกับดูแล กำหนดทิศทาง กลยุทธ์และนโยบาย
• การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
• ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
• ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
• บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)
3. รางวัลการบริหารจัดการองค์กรดีเด่น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริหารจัดการองค์กรที่ดีในระบบงานหลักของรัฐวิสาหกิจ
รางวัลดีเด่น • การประปานครหลวง • บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)
รางวัลเกียรติยศ • การไฟฟ้านครหลวง • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
• บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
4. รางวัลการดำเนินการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกระแสและจิตสำนึกในการดำเนินงานขององค์กรในปัจจุบันที่จะต้องคำนึงถึงการทำงาน หรือการคิดริเริ่มโครงการเพื่อตอบแทนสังคมโดยไม่คาดหวังผลตอบแทนใด ๆ
ประเภทดีเด่น • การไฟฟ้านครหลวง • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
• ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
• บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)
5. รางวัลพัฒนาปรับสถานภาพองค์กรดีเด่น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐวิสาหกิจตระหนักและให้ความสำคัญในการที่จะฟื้นฟูและปรับปรุงพัฒนากิจการของตนให้มีผลประกอบการที่ดี มีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดภาระหรือสามารถลดภาระของรัฐที่มีต่อรัฐวิสาหกิจลงได้ โดยพิจารณาจาก รัฐวิสาหกิจที่มีการพัฒนาปรับสถานะขององค์กรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน มีผลประกอบการด้านการเงิน และพัฒนาระดับผลการดำเนินการ รวมทั้งมีแนวโน้มความยั่งยืนของการพัฒนาในอนาคต 5. รางวัลพัฒนาปรับปรุงสถานภาพองค์กรดีเด่น ไม่มีรัฐวิสาหกิจที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา

ห้างสรรพสินค้าเซน ชวนชมภาพยนตร์สารคดีฟอร์มยักษ์ครั้งแรกของไทย

ห้างสรรพสินค้าเซน ผู้จัดงานZEN EARTH CARE SOCIETY ร่วมกับ เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า @ เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอภาพยนตร์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมชื่อ "The Earth Does Not Belong to Man;Wild Animals" ความยาว 180 นาทีคำบรรยายภาษาอังกฦษและไทย เป็นผลงานที่ ญานน์ อาร์ตุส แบร์ทรองด์ ช่างภาพอนุรักษ์ชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพทางอากาศ และทีมงานได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดความเป็นไปแห่งชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างในขณะที่โลกปัจจุบันของมนุษย์ส่วนใหญ่ต่างแข่งกับเวลาที่ผ่านไปโดยไม่แยแสธรรมชาติและเพื่อนร่วมโลก เมื่อวันพุธที่ 20 สิงหาคม 2551 เวลา 17.00 น. ณ เอสเอฟเวิลด์ซีเนม่า ชั้น 7 เซ็นทรัลเวิลด์ ที่ผ่านมา
นวลพรรณ โอสถานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ห้างสรรพสินค้าเซน กล่าวว่า "เป็นครั้งแรกที่มีการนำภาพยนตร์สารคดีชุดนี้ ออกฉายในโรงภาพยนตร์นอกประเทศฝรั่งเศส ที่เน้นประเนเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่หาชมได้ยาก" พร้อมกันนี้ยังจัดกิจกรรมเสวนาพูดคุยและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดจากบุคคลในวงการภาพยนตร์ ได้แก่ นันทขว้าง สิรสุนทร คุณชายอดัม(ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล) และ "หนูเล็ก" อภิชนา ลีนานนท์ โปรดิวเชอร์ภาพยนตร์เรื่อง Secret of the Butterfly
นิทรรศการดังกล่าวก็กำลังจัดแสดงภาพอันตระการตาจำนวน 120 ภาพ ในประเทศไทย ณ บริเวณหน้าลานเอาท์ดอร์ อารีน่า ห้างสรรพสินค้าเซนและบริเวณลานน้ำพุ เซ็นทรัลเวิลด์ แสควร์ อยู่ระหว่างนี้ และจะขยายเวลาเปิดให้ชมไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2551 ภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดขึ้นระหว่างที่เขาและทีมงานได้บันทึกภาพธรรมชาติจากบนเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ถ่ายทำในหลายประเทศทั่วโลก โดยเนื้อหาจะเน้นเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน และปฏิกริยาเรือนกระจก ส่วน Wild Animals นำเสนอให้ผู้คนตระหนักถึงสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อสัตว์ป่าและสัตว์โลกที่กำลังจะสูญพันธุ์ ยังแฝงในการสื่อสารภาพสะท้อนของผู้คน และมุมมองต่างๆที่มีต่อสิ่งแวดล้อมหรือโลกที่พวกเราอาศัยอยู่ ผู้คนในหลายประเทศที่อยู่ในสารคดี นิทรรศการดังกล่าวก็กำลังจัดแสดงภาพอันตระการตาจำนวน 120 ภาพ ในประเทศไทย ณ บริเวณหน้าลานเอาท์ดอร์ อารีน่า ห้างสรรพสินค้าเซนและบริเวณลานน้ำพุ เซ็นทรัลเวิลด์ แสควร์ อยู่ระหว่างนี้ และจะขยายเวลาเปิดให้ชมไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2551 ภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดขึ้นระหว่างที่เขาและทีมงานได้บันทึกภาพธรรมชาติจากบนเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ถ่ายทำในหลายประเทศทั่วโลก โดยเนื้อหาจะเน้นเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน และปฏิกริยาเรือนกระจก ส่วน Wild Animals นำเสนอให้ผู้คนตระหนักถึงสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อสัตว์ป่าและสัตว์โลกที่กำลังจะสูญพันธุ์ ยังแฝงในการสื่อสารภาพสะท้อนของผู้คน และมุมมองต่างๆที่มีต่อสิ่งแวดล้อมหรือโลกที่พวกเราอาศัยอยู่ ผู้คนในหลายประเทศที่อยู่ในสารคดี
ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้มีภาพที่หาดูได้ยากจากทั่วโลก สำหรับภาพจากประเทศไทยมีภาพการเข้าไปถ่ายทำที่วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน จังหวัดกาญจนบุรี เกี่ยวกับเรื่องราวของ พระอาจารย์ภูสิต(จันทร์) ขันติธโร เจ้าอาวาสผู้เลี้ยงและอนุรักษ์เสือ ภาพมุมสูงไร่อ้อย และวิธีการเก็บเกี่ยวกว่าจะมาเป็นเอธานอลจากประเทศบราซิล การช่วยเหลือนกเพนกวินเปื้อนคราบน้ำมันในเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ ที่เกิดจาการกระทำขิงมนุษย์ ญานน์ อาร์ตุส แบร์ทรองด์กับเรื่องราวที่เขาพบ อาทิ ข้อสรุปในเมืองจีน ที่เขาบอกว่าอีก 100 ปีนับจากนี้ ปักกิ่งจะกลายเป็นทะเลทราย และทะเลทรายจะเป็นภาพที่ครอบคลุมประเทศจีน
การฉายสารคดีและการเสวนาที่จัดขึ้นในครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมต่อยอดของโครงการZEN EARTH CARE SOCIETY ซึ่งเป็นโครงการที่ห้างสรรพสินค้าเซนจัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์หลักในการแสดงจุดยืนว่า เซนเป็นองค์กรหนึ่งที่มีส่วนในการรณรงค์ให้ประชาชน และผู้บริโภคให้ตระหนักรู้ และเข้าใจ ตลอดจนลงมือปฏิบัติตามแนวของการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โครงการZEN EARTH CARE SOCIETY นิทรรศการภาพถ่ายทางอากาศ ผลงานของ ญานน์ อาร์ตุส แบร์ทรองด์ ช่างภาพนักอนุรักษ์ ชาวฝรั่งเศส จำนวน 120 ภาพ ณ บริเวณหน้าลานเอาท์ดอร์ อารีน่า ห้างฯเซนและบริเวณลานน้ำพุ เซ็นทรัลเวิลด์ แสควร์ ระหว่างวันที่ 3 มิถุนายน- 30 กันยายน 2551 ซึ่งจัดร่วมกับสถานทูตฝรั่งเศสครั้งที่ 5 และได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างท่วมท้น มีผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการมากถึง 8,000 คนต่อวัน

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จับมือ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น เลือกใช้วัสดุเครือซิเมนต์ไทยในทุกโครงการ เพิ่มคุณภาพ ไม่เพิ่มราคา

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ร่วมมือ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ตอกย้ำนโยบายพัฒนาคุณภาพบ้านเจาะจงเลือกใช้สินค้าเครือซิเมนต์ไทยเป็นวัสดุมาตรฐานในทุกโครงการ เพิ่มความเชื่อมั่นด้านคุณภาพให้กับลูกค้า แต่ไม่เพิ่มราคาบ้าน พร้อมบริการกับลูกค้าเดิม จาก Home Renovation Center ร่วมมือด้าน R&D และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมรองรับแผนธุรกิจ 5 ปี

คุณชายนิด โง้วศิริมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ เพอร์เฟค เปิดเผยว่า จากภาวะความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมรองรับ ด้วยการลงนามในสัญญาล็อกราคาวัสดุก่อสร้าง กับบริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ในเครือปูนซิเมนต์ไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องต้นทุนการก่อสร้างคงที่ ตามแผนงานก่อสร้างในโครงการ ทั้งที่มีอยู่และโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตั้งแต่ปี 2551-2555 มูลค่างานก่อสร้างรวมที่ต้องใช้ทั้งหมดอยู่ที่ 22,500 ล้านบาท

เพอร์เฟคได้ใช้ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างของเครือเอสซีจี คิดเป็นสัดส่วน 45% หรือมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยการซื้อขายวัสดุครั้งนี้ จะได้ราคาต่ำกว่าการซื้อขายทั่วไปมากพอสมควร ขึ้นอยู่กับสินค้าแต่ละรายการ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกือบ 10% ทำให้บริษัทสามารถที่จะขายบ้านหรืออาคารชุดได้ในราคาเดิมไปอย่างน้อย 1 ปี และหลังจากนั้นก็อาจจะมีการปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 10% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และประเภทสินค้า

นายขจรเดช แสงสุพรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น กล่าวว่า การร่วมมือกันครั้งนี้จะส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่ายทั้งในปัจจุบันและอนาคต หลังจากที่มีการส่งมอบบ้านให้กับลูกค้าแล้ว ทางเครือเอสซีจี สามารถเข้าไปช่วยดูแลลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านขอบข่ายการร่วมมือกัน 4 ด้าน คือ

1) เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครือซิเมนต์ไทยทุกโครงการ

2) การให้บริการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านแก่สมาชิกในโครงการเดิมผ่าน โฮม รีโนเวชั่น เซ็นเตอร์

3) ความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านการก่อสร้าง

4) ความร่วมมือในเรื่องของกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพ มาราธอน ครั้งที่ 21 ผนึกแนวคิดส่งเสริมกีฬาเพื่อสุขภาพกับสร้างสำนึกเพื่อสังคม ชูประเด็น Running Cool - Living Green

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร สมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวประกาศความพร้อมจัดการแข่งขัน “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพ มาราธอน ครั้งที่ 21” เพื่อทำให้รายการวิ่งมาราธอนนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง เตรียมระดมกำลังชุมชนนักวิ่งทั้งไทยและนานาชาติกว่า 50,000 คน ร่วมสร้างจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมคลายวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับโลก ภายใต้คอนเซ็ป “Running Cool - Living Green วิ่งสู่เส้นชัย ด้วยหัวใจสีเขียว” เพิ่มเงินรางวัลพิเศษเฉพาะสำหรับนักวิ่งไทย ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและรางวัลอื่นๆ รวมกว่า 3 ล้านบาท กำหนดจัดขึ้น ณ บริเวณถนนสนามไชย ข้างวัดพระแก้ว วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551
พลเอกมนัส คล้ายมณี นายกสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้แทนหน่วยงานหลักในการจัดการแข่งขันกล่าวว่า ในปีนี้ “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพมาราธอน” ซึ่งจัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 21 ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้การแข่งขันมาราธอนของไทยรายการนี้ยิ่งใหญ่และมีมาตรฐานเทียบเท่ากับระดับนานาชาติ ด้วยการสนับสนุนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรุงเทพมหานคร คาดว่า จะดึงนักวิ่งและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาร่วมการแข่งขันให้มากขึ้น นอกจากจะช่วยนำรายได้เข้าประเทศและกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้แล้ว ยังเผยแพร่ภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครให้เป็นที่สนใจจากทั่วโลกในฐานะเจ้าภาพกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติ
เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสนใจการวิ่งเพื่อสุขภาพมากขึ้นและเป็นกำลังใจให้นักวิ่งไทยมุ่งมั่นในการวิ่งมาราธอนยิ่งขึ้น พลเอกมนัสกล่าวเสริมว่า “ปีนี้ สมาคมฯ ได้เพิ่มประเภทของเงินรางวัลสำหรับคนไทยขึ้นเป็นพิเศษ โดยเป็นเงินรางวัลสำหรับนักวิ่งมาราธอนชาย 10 รางวัล และหญิง 5 รางวัล นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับชมรมนักวิ่งในภูมิภาคต่างๆ จัดมาราธอนคลีนิก โรดโชว์ ไปทั่ว 4 ภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ สุรินทร์ ภูเก็ต และระยอง ซึ่งคาดว่า จะช่วยสร้างความคึกคัก ส่งเสริมวงการวิ่งมาราธอนของไทยและเป็นกำลังใจให้กับนักวิ่งมาราธอนไทยที่จะเข้าร่วมรายการมากขึ้น”
นายมาร์ค เดวาเดสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพมาราธอน กล่าวว่า ธนาคารฯ เล็งเห็นความสำคัญในการการส่งเสริมกีฬาวิ่งมาราธอนจึงให้การสนับสนุนการจัดงาน ปีนี้เป็นปีที่สาม และภูมิใจที่มีส่วนร่วมสร้างการเติบโตให้แก่การแข่งขันมาราธอนที่สำคัญของไทยรายการนี้
รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดการแข่งขันสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพ มาราธอน ครั้งที่ 21 นี้ จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อสมสบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมวิ่ง “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กรุงเทพ มาราธอน ครั้งที่ 21” สามารถสมัครได้ที่ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ทุกสาขาทั่วประเทศ และร้านแมคโดนัลด์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1595 หรือที่เว็บไซต์ www.bkkmarathon.com

ไทยประกันชีวิต และไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ฝ่ายเครื่องสำอาง แถลงความร่วมมือทางธุรกิจครั้งสำคัญ

เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคมที่ผ่านมา คุณวรางค์ เสรฐภักดี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด และคุณจินตนา เฉลิมชัยกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องสำอางและน้ำหอมฝ่ายเครื่องสำอาง บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แถลงความร่วมมือทางธุรกิจครั้งสำคัญ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทอันดับหนึ่งของคนไทยในสองธุรกิจ
นางวรางค์ เสรฐภักดี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด
เปิดเผยถึงความร่วมมือทางธุรกิจว่า เป็นความร่วมมือทางธุรกิจที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่แก่ธุรกิจคนไทย เนื่องจากเป็นความร่วมมือของผู้นำทางธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคของคนไทย ที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจนได้รับสัญลักษณ์ Thailand Best คือ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มเครื่องสำอางและน้ำหอม BSC Cosmetology และบริษัทประกันชีวิตอันดับ ๑ ของคนไทย คือ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด
การจับมือระหว่างพันธมิตรทั้งสองฝ่าย จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีและเสริมจุดแข็งที่มีอยู่ของทั้งสองบริษัทให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสรรค์คุณค่าที่แตกต่างสำหรับลูกค้า เนื่องจากปัจจุบันต้องยอมรับว่าธุรกิจประกันชีวิตมีการแข่งขันรุนแรงขึ้น ส่งผลให้บริษัทประกันชีวิตต้องสร้างความโดดเด่น ซึ่งไทยประกันชีวิตตระหนักถึงความสำคัญในสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกัน และพัฒนาประสิทธิภาพการบริการที่มากกว่าการประกันชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในการเติมเต็มสิ่งที่ดีให้กับชีวิตของลูกค้า
“ไทยประกันชีวิตมุ่งดูแลชีวิตผู้เอาประกันทุกช่วงของชีวิตตั้งแต่นาทีแรก โดยการสร้างคุณค่าในการใช้ชีวิต หรือ The Value added of Living ดังนั้น การจับมือพันธมิตรทางธุรกิจกับ ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จะช่วยเอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมด้าน CRM เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลาย ที่สามารถตอบสนองการดำเนินชีวิตประจำวันของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน” นางวรางค์กล่าว ทั้งนี้ ความร่วมมือกับไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล โดยกลุ่มเครื่องสำอางและน้ำหอม BSC Cosmetology ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการรุกธุรกิจ และส่งผลในการต่อยอดความร่วมมือไปยังแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในกลุ่ม ทั้งอาหาร เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ฯลฯ ต่อไป
ด้านนางจินตนา เฉลิมชัยกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์ดัง อาทิ BSC Cosmetology , ARTY PROFESSIONAL , PURE CARE , SHEENE , St.Andrews , ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Natalie by BSC กล่าวถึงความร่วมมือในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจครั้งนี้ว่า ถือเป็นความร่วมมือครั้งแรกของไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล ในธุรกิจประกันชีวิต และคาดว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของทั้งสองบริษัท รวมถึงลูกค้าของไทยประกันชีวิต ซึ่งทาง BSC Cosmetology พร้อมมอบสิทธิพิเศษเฉพาะแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
โดยลูกค้าของไทยประกันชีวิตที่แสดงบัตรประจำตัวผู้เอาประกัน ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ จะได้รับสิทธิพิเศษ BSC Total Beauty รับประกันความสวยให้กับลูกค้า โดยสามารถรับบริการ All about Beauty Program มูลค่า ๓,๐๐๐ บาททันที ประกอบด้วย บริการตรวจเช็คสภาพผิวด้วยเครื่อง Melanin Inspector ทรีทเมนท์นวดหน้า อบโอโซน ดูดสิวเสี้ยน สปาหน้าใส ยกกระชับผิวหน้าด้วยเครื่อง Ultrasonic และแนะนำเทคนิคการแต่งหน้าสไตล์คุณ นอกจากนั้นยังได้รับส่วนลดทันที ๑๐% เมื่อซื้อสินค้า BSC Cosmetology มูลค่าตั้งแต่ ๕๐๐ บาทขึ้นไป
“การสร้างสรรค์ความงามต้องมาจากภายใน มาจากแนวความคิดเชิงบวก BSC Cosmetology ให้ผู้หญิงคิดบวกยิ่งสวยขึ้น ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของ BSC สอดคล้องกันกับแนวคิดของไทยประกันชีวิตที่มุ่งสร้างทัศนคติด้านบวก ขณะเดียวกันความร่วมมือนี้ยังช่วยให้บริษัท สามารถขยายฐานลูกค้าได้อีกทางหนึ่งด้วย” นางจินตนากล่าว

เอ็กโก กรุ๊ป แถลงผลประกอบการครึ่งปีแรก 2551 กำไร 4,257 ล้านบาท พร้อมลุยลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

เอ็กโก กรุ๊ป รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก ปี 2551 มีกำไรสุทธิ 4,257 ล้านบาท ลดลง 754 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2550 เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้ค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีที่ลดลง เดินหน้าศึกษา เจรจา และพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าไอพีพีและเอสพีพีทั้งในและต่างประเทศ
นายวิศิษฎ์ อัครวิเนค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2551 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2551 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 4,257 ล้านบาท ลดลง 754 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีกำไรสุทธิ 5,011 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 8.09 บาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งผลกำไรจากกิจการร่วมค้าที่ลดลง 522 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ที่รายได้จากค่าไฟลดลงตามสูตรอัตราค่าไฟที่กำหนดไว้ และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง
สำหรับทิศทางและความคืบหน้าโครงการลงทุนในประเทศนั้น นายวิศิษฎ์ กล่าวว่า “เอ็กโก กรุ๊ป ยังให้ความสำคัญกับศึกษาโครงการด้านพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ทั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเชิงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลที่สามารถเก็บรวบรวมมาได้ทั้งหมด คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้เร็วๆ นี้ว่าขนาดของโครงการที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับการลงทุนควรเป็นเท่าใด และโครงการแปรสภาพขยะให้เป็นพลังงาน ซึ่งขณะนี้ได้รับข้อตกลงจากทางเทศบาลภูเก็ตแล้ว และอยู่ระหว่างการนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสนใจลงทุนเพิ่มเติมในโครงการธุรกิจผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก หรือ เอสพีพี ซึ่งจะเน้นการร่วมทุนกับผู้ที่ได้สัญญางานก่อสร้างแล้ว โดยในส่วนนี้ บริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อศึกษารายละเอียดและความเป็นไปในการพัฒนาโครงการขนาดกำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างเอ็กโก ปตท. และ ทีอาร์ซี ที่ร้อยละ 35:35:30
สำหรับกรณีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าระยองและขนอมในเครือเอ็กโกที่จะหมดอายุในปี 2557 และ 2559 ตามลำดับนั้น เอ็กโก กรุ๊ป ได้จัดทำแผนแนวทางการดำเนินงานใหม่ของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง เพื่อเตรียมนำเสนอ กฟผ.พิจารณาในเร็วๆ นี้”
ด้านการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศนั้น ทางเอ็กโก กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1 และโครงการน้ำอู ในประเทศลาว โครงการโรงไฟฟ้าเกาะกง ในประเทศกัมพูชา โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น ตลอดจนเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ของบริษัทฯ เพื่อรองรับความเติบโตของธุรกิจในอนาคต
“เอ็กโก กรุ๊ป ไม่หยุดนิ่งทิ่จะดิดตามความคืบหน้าและหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนหรือเจรจาร่วมทุนในโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยติดตามสถานการณ์พลังงาน สภาวะเศรษฐกิจและการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นสูงสุด อย่างไรก็ดี จากนโยบายเชิงรุกด้านพลังงานของภาครัฐที่มุ่งหาพันธมิตรเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนจากการประชุมคณะรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นอย่างดีนั้น บริษัทฯ เชื่อว่าจะช่วยให้บรรยากาศการลงทุนด้านพลังงานในอนาคตของประเทศไทยมีแนวโน้มไปในทางที่ดี” นายวิศิษฎ์กว่าวสรุป

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2551

“เวิล์ดเด็กซ์ฯ” ผนึกพันธมิตรโหม “คิดส์ออฟเดอะเวิลด์” ทุ่มงบกว่า 30 ล.พลิกโฉมครั้งใหญ่รับปิดเทอม ต.ค.นี้

"เวิลด์เด็กซ์ฯ” จับมือพันธมิตรประกาศความพร้อม งานเอ็กซ์โปสำหรับเด็กไทยสุดยิ่งใหญ่ Kids of the World 2008 เดินหน้าอัดงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท โหมประชา สัมพันธ์เชิงรุกแบบครบวงจร โดยล่าสุดเปิดตัวมาสคอต “คิดส์ออฟเดอะเวิลด์” พร้อมด้วยเพื่อนการ์ตูนชักแถวร่วมสร้างสีสันอย่างคับคั่ง อาทิ ปังปอนด์,โฟร์แองจี้,โปงลางละอ่อน ฯลฯ เชื่องานนี้จะมีคนเข้าชมงานกว่า 500,000 คน คาดมีเงินสะพัดไม่ตำกว่า 700 ล้านบาท
นางสาวนงลักษณ์ ภักดีวงค์ ผู้จัดการโครงการงาน “คิดส์ออฟเดอะเวิลด์” บริษัทเวิลด์เด็กซ์ จี อี ซี จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดในการจัดงาน คิดส์ออฟเดอะเวิลด์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นช่วงปิดเทอมใหญ่ ในระหว่างวันที่ 3-7 ตุลาคมนี้ ณ อิมแพค เมืองทองธานี ว่า ขณะนี้บริษัทฯ มีการเตรียมความพร้อมแล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยงานนี้ได้มีบริษัทชั้นนำหลากหลายบริษัทที่ได้ร่วมลงบูธงานแล้วมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อาทิ เมืองไทยประกันชีวิต ,โรงพยาบาลเวชธานี, บีทูเอส, ดรีมทอย, เอเชียบุ๊คส์, เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์เปอร์ชั่น, เอสแอนด์พี, ซีเอ็ด, วิธิตา แอนนิเมชั่น, เถ้าแก่น้อย,นมตรามะลิ,ม.อมร, เอเปกซ์ทอยส์, ไมโครซอฟ, มุ่งพัฒนา เป็นต้น
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประชาสัมพันธ์งาน “คิดส์ออฟเดอะเวิลด์” ประมาณกว่า 30 ล้านบาท โดยรุกสื่อประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ อาทิ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ป้ายโฆษณาสถานที่ต่างๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์เด็ก สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศูนย์ให้บริการทีโอเอ และร้านอาหารเอสแอนด์พี เป็นต้น “ขณะนี้บริษัทฯ เน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยจัดพิมพ์แผ่นผับ โปสเตอร์หลายแสนใบแจกจ่ายไปตามสถานที่ต่าง ๆ นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมา เรายังได้ร่วมกับเนชั่นจูเนียร์ จัดโรดโชว์ (Road Show) ไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั้งในเขตกทม. และปริมณฑล มีเป้าหมายจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ครบจำนวน 20 โรงเรียน นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้เปิดตัว “มาสคอต”คิดส์ออฟเดอะเวิลด์ จำนวน 3 ตัว มีเด็กผู้ชาย 2 ตัว และเด็กผู้หญิง 1 ตัว ประชาสัมพันธ์งานตามโรงเรียน และสถานต่างๆ อีกด้วย”
สำหรับแนวคิดการจัดงานในปีนี้ บริษัทฯ ได้จัดในรูปแบบเรียนรู้ด้วยการเล่นหรือ “Play and Learn” โดยแบ่งพื้นที่การจัดงานออกเป็น 4 ส่วน โดย 3 ส่วน จัดเป็นโซนกิจกรรมที่ให้ความรู้ เสริมทักษะ สร้างพัฒนาการ และความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็ก โดยเฉพาะพื้นที่แสดง “แอนนิเมชั่น เธียเตอร์” จะเป็นจุดที่สร้างความตื่นเต้นให้กับเด็กได้อย่างมาก โดยมีเพื่อนการ์ตูนชื่อดัง เช่น ปังปอนด์, โฟร์แองจี้,โปงลางละอ่อน ฯลฯ และเหล่ามาสคอตจากดรีมทอย มาร่วมสร้างสีสัน และความสนุกสนานภายในงาน
“นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อีก 1 ส่วน เป็นโซนจัดแสดงสินค้าโดยเน้นตามคอนเซ็ปต์ “ของเล่นที่ปลอดภัย” ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่มีความรุนแรง ซึ่งเชื่อว่าเด็กๆ และผู้ปกครองที่เข้ามาชมงานจะได้ความรู้และจิตสำนึกที่ดีๆ กลับไปบ้านอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในการจัดงานในครั้งนี้บริษัทฯ และพันธมิตร มีความตั้งใจอย่างมาก ซึ่งถือว่างานนี้เป็นงานแสดงของเล่นเด็กที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะไม่มีการเก็บค่าผ่านประตู โดยคาดหวังว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานประมาณ 500,000 คน และจะมีเงินสะพัดกว่า 600-700 ล้านบาท” น.ส.นงลักษณ์ กล่าว
ด้าน นางสาวดวงใจ คูห์ศรีวินิจ นายกสมาคมอุตสาหกรรมของเล่นไทย หนึ่งในผู้ร่วมสนับสนุนงาน “คิดส์ออฟเดอะเวิลด์” กล่าวว่า ในการจัดงานครั้งนี้จะยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง และเน้นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และสนุกสนานสำหรับเด็กๆ อีกทั้งการแสดงสินค้าที่เข้ามาจำหน่ายในงานนี้ก็จะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มุ่งส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการและเรียนรู้ที่เหมาะสม ผ่านการเล่นตามแต่ละช่วงอายุของเด็ก ซึ่งในขณะนี้มีผู้ประกอบการได้ตอบรับเข้าร่วมงานแล้ว เช่น Barbie, Sanrio, Disney,Hot Wheels,Pokemon,Bob the Builder,Thomas Wooden Railway, Anpanman เป็นต้น
“คาดหวังว่าจะมี exhibitors ทั้งรายใหญ่และย่อยร่วมงานไม่ต่ำกว่า 100 ราย และงานนี้จะไม่ใช่เป็นงานที่มีแต่สินค้ามาจัดแสดงเท่านั้น แต่จะเป็นงานมุ่งส่งเสริมความรู้เชิงสร้างสรรค์ และเสริมด้วยกิจกรรมการเล่นต่างๆ ที่สอดแทรกสาระที่จะเพิ่มจินตนาการ อันจะเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชน และผู้ปกครองที่มาร่วมงาน นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังจะใช้เวทีคิดส์ออฟเดอะเวิลด์ เปิดตัวโครงการ ของเล่นปลอดภัย” ขึ้นภายในงานด้วย เพื่อเป็นการเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนของเล่นที่วางจำหน่าย ในประเทศไทย เน้นด้านความปลอดภัย และยกระดับความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการของเล่นในประเทศ ให้ทัดเทียมและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติในอนาคต”
อย่างไรก็ตาม สำหรับงาน “คิดส์ออฟเดอะเวิลด์” ทางสมาคมฯ ได้คาดหวังว่าจะเป็น Talk of the town จึงอยากขอเชิญชวนพ่อแม่,ผู้ปกครอง ,คุณครู และประชาชนทั่วไปร่วมชมงานดังกล่าว เพราะนอกจากเด็กๆ จะได้รับความสนุกสนานควบคู่ไปกับการเรียนรู้แล้ว ยังเป็นการปูพื้นฐานที่แข็งแรงให้อนาคตของชาติ และสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

ซีพี-เมจิ ประกาศเป็นผู้นำโยเกิร์ตเพื่อความงาม ส่งน้องใหม่ “เมจิ บิวติ มิราเกิล” โยเกิร์ตผสมแอปเปิล ไซเดอร์ สู่ตลาด

ซีพี-เมจิ ส่งโยเกิร์ตและโยเกิร์ตพร้อมดื่ม “เมจิ บิวติ มิราเกิล” สู่ตลาด ชูความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์คู่แข่งด้วยประโยชน์เพื่อความงามจากแอปเปิลไซเดอร์ วีเนการ์ เชื่อขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้ในอนาคต ตั้งแจ็ค AF 4 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สร้างกระแสการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภค นายไพศาล จงบัญญัติเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มตราเมจิ ได้นำทีม ซีพี-เมจิ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คือ “เมจิ บิวติ มิราเกิล” ออกสู่ตลาดเพื่อปลุกกระแสสุขภาพและความงามในครึ่งปีหลัง โดย “บิวติ มิราเกิล” เป็นสินค้าในกลุ่มเมจิ บิวติ ซีรีส์ ที่ออกมาตามหลังรุ่นพี่ซึ่งได้วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ “เมจิ บิวติ ดีโทซี่” โยเกิร์ตและโยเกิร์ตพร้อมดื่มผสมน้ำผึ้งและมะนาว ที่เน้นการดีท็อกซ์ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง และ “เมจิ บิวติ ไบรตต์” โยเกิร์ตไม่มีไขมันผสมคริสตัลคอลลาเจนบีด และผสมคริสตัลโคลีนบีด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค
นายไพศาล จงบัญญัติเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มตราเมจิ ได้นำทีม ซีพี-เมจิ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คือ “เมจิ บิวติ มิราเกิล” ออกสู่ตลาดเพื่อปลุกกระแสสุขภาพและความงามในครึ่งปีหลัง โดย “บิวติ มิราเกิล” เป็นสินค้าในกลุ่มเมจิ บิวติ ซีรีส์ ที่ออกมาตามหลังรุ่นพี่ซึ่งได้วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ “เมจิ บิวติ ดีโทซี่” โยเกิร์ตและโยเกิร์ตพร้อมดื่มผสมน้ำผึ้งและมะนาว ที่เน้นการดีท็อกซ์ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง และ “เมจิ บิวติ ไบรตต์” โยเกิร์ตไม่มีไขมันผสมคริสตัลคอลลาเจนบีด และผสมคริสตัลโคลีนบีด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค
นายไพศาล ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “เมจิ บิวติ มิราเกิล” เป็นสินค้าคอนเซปต์ใหม่ ในกลุ่มเมจิ บิวติ ซีรีส์ โดยทางบริษัทฯ จะเน้นการใช้กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม (Blue Ocean Strategy) ในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ฉีกแนวออกจากคู่แข่งขัน โดยจะไม่เน้นการออกรสชาติผลไม้เหมือนในอดีต แต่จะเน้นการออกผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มคุณค่าทางสารอาหารเพื่อความงามมากกว่าผลิตภัณฑ์ โยเกิร์ต ทั่วๆ ไป โดยผลิตภัณฑ์ “เมจิ บิวติ มิราเคิล” นี้ เกิดจากผสานคุณประโยชน์จาก แอปเปิลไซเดอร์ วีเนการ์ หรือน้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิลสด และน้ำผึ้ง ลงไปในโยเกิร์ต จึงให้คุณประโยชน์และรสชาติที่อร่อยโดดเด่นไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังปราศจากไขมัน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักตัว
แอปเปิลไซเดอร์ วีเนการ์ เป็นมหัศจรรย์ความงามที่มีคุณสมบัติช่วยชะลอความแก่ คงความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ อุดมไปด้วยวิตามินซี จึงช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ และสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน อีกทั้งยังช่วยในกระบวนการย่อยและดูดซึมอาหาร เมื่อเติมส่วนผสมของน้ำผึ้งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าช่วยในเรื่องของสุขภาพและความงามลงไป จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ “เมจิ บิวติ มิราเกิล” ได้ชื่อว่าเป็น “มหัศจรรย์ความงาม จากภายในสู่ภายนอก” อย่างแท้จริง
ดร.กิ่งกาญจน์ ภัทรธรรมมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านการตลาด บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ ซีพี-เมจิ จะใช้กลยุทธ์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มบิวติ ซีรีส์ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่รักสุขภาพและความงาม โดยขณะนี้บริษัทฯ ได้วางจำหน่ายเมจิ บิวติ มิราเกิล พร้อมกันทั่วประเทศแล้ว โดยโยเกิร์ตพร้อมดื่ม ขนาด 100 มล. จำหน่ายที่ราคา 7 บาท และโยเกิร์ต ขนาด 140 กรัม อยู่ที่ราคา 13 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองชิมใน วงกว้าง โดยต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายคือ หญิงสาวทันสมัย ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ และความงาม อีกทั้งยังชอบสรรหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อการดูแลตนเอง

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

ฟูจิตสึเผยวิสัยทัศน์ และทิศทางด้านการตลาดปี 2008

จากภาพ (เรียงจากซ้ายไปขวา) : ผู้บริหารท่านแรก คุณวิษณุ ชัยวินิชศิริ รองประธานฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจองค์กรและภาครัฐ ท่านที่สอง – คุณวรงค์ ลีละหุต ผู้อำนวยการฝ่ายการขาย ท่านที่สาม – คุณธาวนันท์ นิลคูหา รองประธานฝ่ายงานบริการ และสนับสนุนการขาย ท่านที่สี่ – คุณฮิโตชิ โคบายาชิ รองประธานอาวุโสฝ่ายขาย แผนกลูกค้าญี่ปุ่น ท่านที่ห้า – คุณทาคาฟูมิ มิคูนิ ประธานบริษัท ท่านที่หก – คุณกฤตินี ศิวะกุล – รองประธานฝ่ายบริหาร ท่านที่เจ็ด – คุณจรัณยา อิ่มธนะสาร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการขายผลิตภัณฑ์ เซิร์ฟเวอร์, สตอเรจ, พรินเตอร์ และสแกนเนอร์ และท่านสุดท้าย คุณกิตติพงษ์ วิชัยดิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านไอทีโซลูชันและการสื่อสารที่ครบวงจร เผยวิสัยทัศน์ และทิศทางด้านการตลาดปี 2008 ยึดแนวทางบริษัทแม่ ดึงกลยุทธ์บริการครบวงจร นำเสนอผ่านทีมงานมือโปร หวังขยายฐานลูกค้าในแนวกว้างได้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม พร้อมชูความมุ่งมั่นในการรักษาจุดยืนด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกอย่างต่อเนื่อง
“บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจตลอดปีที่ผ่านมา แม้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เราก็ยังสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนปี 2007 ที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้สูงถึง 2,200 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานในส่วนของประเทศไทย ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นในบริษัทฯ และการสนับสนุนจากทีมงานของเรา นอกเหนือจากความมั่นใจในเรื่องเทคโนโลยีโซลูชั่นที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้จริง ซึ่งช่วยให้ประสบความสำเร็จในการรักษาฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งไว้ได้อย่างมั่นคง” นายทาคาฟูมิ มิคูนิ ประธานบริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2008 นี้ ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซิเนส จะดำเนินรอยตามวิสัยทัศน์ บริษัทแม่คือการยกระดับงานบริการ (Service Shift) โดยมุ่งเน้นนำเสนอประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าที่ใช้โซลูชันพร้อมบริการคุณภาพจากฟูจิตสึ ทั้งนี้ การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะต้องอาศัยการผสานองค์ความรู้จากทีมงาน ควบคู่ไปกับการนำเสนอโซลูชันครบวงจรที่สามารถตอบสนองความต้องการทุกรูปแบบการใช้งานแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเสนอในลักษณะของการให้บริการอย่างครบวงจรจากทีมงานมืออาชีพ
“เราได้มีการกำหนดกลยุทธ์หลัก เพื่อช่วยให้นำเสนอบริการโซลูชันแบบครบวงจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาองค์กรใน 3 ส่วนหลักด้วยกัน ประการแรกคือ การเร่งพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของงานบริการ โดยยึดถือความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ประการที่สองคือ การสร้างความแข็งแกร่งของทีม คือการผสานองค์ความรู้ในองค์กร เพื่อช่วยให้ทีมงานสามารถเชื่อมโยงการทำงานในแต่ละส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับปรุงด้านงานบริการแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ประการสุดท้าย คือ การพัฒนาเทคโนโลยีโซลูชันและการบริการ ทั้งในแง่ของการพัฒนานวัตกรรมและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าที่ใช้งาน ว่าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุดจากนวัตกรรมโซลูชันระดับเวิลด์คลาสที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างแท้จริง ” นายมิคูนิ กล่าว
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ฟูจิตสึให้ความสำคัญมากเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้ สำหรับกลุ่มเป้าหมายในการทำตลาดในประเทศปีนี้ นอกจากเราจะยังคงมุ่งเน้นให้ความสำคัญแก่ฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ รวมถึงกลุ่มลูกค้าบริษัทญี่ปุ่น เรายังตั้งเป้าขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ได้แก่ ธุรกิจโรงงาน หน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจด้านการเงิน และธุรกิจค้าปลีก ครอบคลุมองค์กรธุรกิจทั้งหมด ทั้งของคนไทยและที่เป็นองค์กรข้ามชาติ โดยนำเสนอโซลูชันในลักษณะการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาตลอดจนการวางโครงสร้างและระบบงาน และการนำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์ประเภทแพลทฟอร์ม และการบริการในลักษณะของโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการในทุกอุตสาหกรรม เช่น การให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เราเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของการบริการครบวงจรที่เรานำเสนอแก่ลูกค้า
นอกจากกลยุทธ์ในการสร้างความแข็งแกร่งทั้งทีมงาน และโซลูชันการบริการแล้ว คือการให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้าของเรา ทั้งในเรื่องความริเริ่มเกี่ยวกับการร่วมพัฒนาโปรแกรมการตลาด รวมถึงการสนับสนุนสำหรับคู่ค้า เพราะเราเชื่อว่าความสำเร็จของคู่ค้าคือความสำเร็จของเรา
“นอกจากนี้อีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญและมุ่งเน้นมาโดยตลอดคือการพัฒนา “โซลูชันไอทีสีเขียว” ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฟูจิตสึทั่วโลกได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ “นโยบายสีเขียว 2020” โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการลดปริมาณการแพร่กระจายของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูงถึง 30 ล้านตัน ภายในปี 2020 โดยนำเรื่องของการสร้างสรรค์ ความร่วมมือ และการเปลี่ยนแปลงมาเป็นตัวจุดประกายบุคลากรในองค์กร ลูกค้า และพันธมิตร ให้หันมาสนับสนุนการสร้างสังคมที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำ ซึ่งฟูจิตสึ ก็ยังคงมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อจุดประกายนวัตกรรมเพื่อการรักษาสภาพแวดล้อมสีเขียว ช่วยลดภาระในเรื่องสภาพแวดล้อมในระบบโครงสร้างพื้นฐานไอที ช่วยลูกค้ารักษาสภาพแวดล้อมสีเขียวในองค์กร ด้วยการนำเสนอแอพพลิเคชันไอที ผลิตภัณฑ์ และการบริการใหม่ ภายใต้ โซลูชันไอทีสีเขียว เพื่อลดโลกร้อนและลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมแก่สังคมโดยรวม” นายทาคาฟูมิ มิคูนิ กล่าวทิ้งท้าย

สเลนด์ ดีท็อกซ์ ไฟเบอร์ (Slend Ditox Fibre)

“นาธัวร์” เปิดตัวสินค้า “Slend” อย่างเป็นทางการ พร้อมดึงนางแบบสาว “ซาร่า มาลากุล เลน” เป็นพรีเซ็นเตอร์ตอบโจทย์ความสวยคาดยอดขายปีนี้พุ่งถึง 40 ล้านแน่ หากการขายผ่าน Call Center 1577 ยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายพงศกร เตชะวิเชียร ประธาน บริหาร บริษัท นาธัวร์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทเปิดดำเนินธุรกิจมา กว่า 1 ปี โดยมีสินค้าหลักที่จำหน่ายภายใต้แบรนด์ “Slend” ที่เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพดีท็อกซ์ลำไส้ มีกระแส ตอบรับจากกลุ่มผู้รักสุขภาพดีมาก จนเป็นที่ติดตลาด จนเกิดการลอกเลียนแบบสินค้าของบริษัทจากกลุ่มผู้หวังกอบโกยผลประโยชน์ออกมาผลิตสินค้าที่มีคุณสมบัติเดียวกับ Slend แต่คุณภาพและประโยชน์ที่ได้มีความแตกต่างกับสินค้าบริษัทตนอย่างสิ้นเชิง
การเปิดตัว “Slend” บริษัท ได้รับเกียรติจากนางแบบสาว “ซาร่า มาลากุล เลน” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์ ให้กับผู้บริโภคถึงการมีสุขภาพดีก็ส่งผล ให้สวยขึ้นได้ โดยมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมาย ใหม่เป็นสาววัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปี จากเดิมที่ฐานลูกค้าของ Slend มีอายุเริ่มต้นที่ 25 ปีขึ้นไป
สำหรับช่องทางการจำหน่ายสินค้าของบริษัท จะจำหน่ายผ่านโมเดิร์น เทรด ร้านวัตสันต์ ร้านขายยา ตัวแทนจำหน่ายตามจังหวัดต่างๆ รถเข็นตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงการทำตลาดผ่านระบบ Call Center 1577 ไปเมื่อ 5 เดือนที่ผ่านมาด้วย ซึ่งผลตอบรับจาก 1577 อยู่ในระดับที่ดี เพราะเป็นเบอร์ที่ผู้บริโภคจดจำได้ง่ายกว่าเบอร์ 02 อีกทั้งทาง 1577 ได้มีการติดตามผลของลูกค้าให้กับทางบริษัท โดยที่บริษัทไม่ต้องเสียเวลาทำเองทั้งหมด “การขายผ่าน 1577 บริษัทเน้นเรื่องการให้ข้อมูลลูกค้าเป็นหลัก ไม่ได้เน้นเรื่องยอดขาย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นในระดับดีทีเดียว”
การทำตลาดช่วงที่ผ่านมา บริษัทเน้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยกระตุ้นการรับรู้ของผู้บริโภคผ่านแมกกาซีน นิตยสารเพื่อสุขภาพ หนังสือดารา เป็นส่วนใหญ่ ส่วนโรดโชว์ นั้นจะเริ่มเดินสายหลังจากงานนี้เป็นต้น ไปตามจังหวัดต่างๆ โดยหลักๆ จะเน้นหัวเมืองใหญ่ก่อนที่จะกระจายไปตามจุดย่อยของแต่ละจังหวัด
ปีนี้บริษัทได้ทุ่มงบโฆษณา ประชาสัมพันธ์ประมาณ 15 ล้านบาท ที่ยังคงเน้นสื่อโฆษณา สิ่งพิมพ์ เป็นหลัก รวมถึงเดินหน้าบุกตลาด จัดโรดโชว์ตามต่างจังหวัด เจาะกลุ่มนักศึกษาตามมหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงการขายผ่าน Call Center 1577 จะสามารถผลักดันให้ยอดขายปีนี้เติบโตได้ตามความคาดหมาย 40 ล้านบาท จากเมื่อปีที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ 20 ล้านบาท
บริษัทได้มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้มีคุณภาพดีและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นหลัก เพราะมีการทำวิจัยและ คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% อีกทั้งยังมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่มาเลเซีย จึงทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสินค้าของบริษัทมีความปลอดภัยไร้ผลข้างเคียงอย่างแน่นอน
ปัจจุบัน นาธัวร์ มีผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่ม คือ
1.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
2. ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก
3.ผลิตภัณฑ์เสริมสรีระ
ซึ่งขณะนี้ผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขภาพที่วางจำหน่าย ภายใต้ แบรนด์ “Slend” มี 1 รายการ 2 รสชาติ คือ
1. สเลนด์ ดิท็อกซ์ ไฟเบอร์ แบล็คเคอร์แรนท์เฟลเวอร์ ( Slend Ditox Fibre Blackcurrant flavour)
2. สเลนด์ ดิท็อกซ์ ไฟเบอร์ กรีนแอปเปิ้ลเฟลเวอร์ ( Slend Ditox Fibre Green Apple flavour)