วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2552

สถานฑูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปฯ ร่วมกับ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า จัดเทศกาลภาพยนตร์ยุโรปฯ ครั้งที่ 17 คัดสุดยอดหนังดียุโรป เพื่อแฟนหนังชาวไทย

สถานฑูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและสำนักงานคณะกรรมาธิการยุโรป ร่วมกับโรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ตอกย้ำภาพความเป็นศูนย์กลางของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ จัด “เทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรปในประเทศไทย ครั้งที่ 17” หรือ “European Union Film Festival (EUFF)” ขึ้น ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 7 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา สะท้อนวัฒนธรรมทางสังคมของยุโรปผ่านเรื่องราวบนแผ่นฟิล์ม และเป็นการสร้างสีสันให้กับคอหนังเมืองไทยอีกครั้ง
เอกอัครราชฑูต ฟรีดดริค ฮัมบวร์กเกอร์ หัวหน้าคณะผู้แทนกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวถึงเทศกาลฯ ในครั้งนี้ว่า “นับเป็นระยะเวลาต่อเนื่องถึง 17 ปี ที่เทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรป ได้นำภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของยุโรปมาให้ชาวไทยที่รักการชมภาพยนตร์ได้รับความเพลิดเพลินในการชม พร้อมซึบซับกับวัฒนธรรมและประเพณีที่หลากหลาย และในปีนี้ก็เช่นเดียวกัน เรายังคงคัดสรรภาพยนตร์คุณภาพเยี่ยมที่สื่อให้เห็นถึงความหลากหลายของภาพยนตร์ยุโรปและความสามารถของคนทำหนัง ผมขอเชิญชวนคนรักหนังทั้งหลายมาร่วมกันชมภาพยนตร์ดีๆ แบบนี้ ผมมั่นใจว่าทุกคนจะได้รับความสุขจากการชมภาพยนตร์ พร้อมกับการเรียนรู้วัฒนธรรมยุโรปไปด้วยในคราวเดียวกัน”
นางสุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในการจัดงาน ”เทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรปในประเทศไทย ครั้งที่ 17” ซึ่งในครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งที่ 4 ที่ เอส เอฟ ได้รับเกียรติเข้าร่วมสร้างความประทับใจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า “Personalize Theatre” ที่ต้องการจะเป็นโรงภาพยนตร์ที่สามารถรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ชม โดยเฉพาะกลุ่มคนรักหนังดีมีคุณภาพและหาชมได้ยาก รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้โรงภาพยนตร์เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เป็นศูนย์กลางของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ
โดยในครั้งนี้ได้คัดสรรภาพยนตร์คุณภาพเยี่ยม และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในระดับนานาชาติ จำนวน 17 เรื่อง จาก 17 ประเทศ มาให้แฟนหนังชาวไทยได้ชมกันอย่างจุใจ ซึ่งภาพยนตร์ที่นำมาจัดฉายในเทศกาลฯ มีแนวคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะอิงมาจากเค้าโครงเรื่องเหตุการณ์จริงของตัวบุคคลและสังคม เป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและบอกเล่าเรื่องราวแตกต่างกันออกไป ทำให้ภาพยนตร์ในครั้งนี้มีหลากหลายอรรถรสอาทิ
- เรื่อง It Will Be Well จากโปแลนด์ที่บอกเล่าเรื่องราวของนักวิ่งที่ต้องการช่วยเหลือแม่ที่กำลังป่วยด้วยการเดินจาริกแสวงบุญ
- เรื่อง Control จากอังกฤษที่ได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งเกี่ยวกับชีวประวัติของ เอียน เคอร์ติส นักร้องวง Joy Division
- เรื่อง The Edge of Heaven จากเยอรมันนี ภาพยนตร์ที่พูดถึงการต่อสู้ที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางวัฒนธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งได้รับรางวัลจากหลายสถาบันเช่นกัน โดยเนื้อเรื่องเป็นการพูดถึงลูกชายชาวตุรกีที่ให้อภัยพ่อของตัวเอง และแม่ที่ตัดสินใจช่วยเหลือคนรักของลูกสาวที่มีเชื้อสายตุรกี
นอกจากผู้ชมจะได้รับอรรถรสและความสนุกสนานในการชมภาพยนตร์แล้วนั้น ยังได้เรียนรู้และเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและประเพณีของประเทศต่างๆ ในกลุ่มสมาชิกยุโรป ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่านเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มอีกด้วย

ไม่มีความคิดเห็น: