วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

“ทียูเอฟ” โตสวนกระแสวิกฤต ทำกำไรไตรมาสแรกพุ่ง 13%

ทียูเอฟ แจงผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2552 ตัวเลขกำไรและยอดขายเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13% ยอดขายรูปเงินบาทโต 15% และยอดขายรูปเงินเหรียญสหรัฐโตขึ้น 4% แสดงถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง มั่นใจยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันปรับเป้าเติบโตสำหรับยอดขายรูปเงินบาทปีนี้จาก 8-10% เป็น 15%
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือทียูเอฟ ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและบรรจุกระป๋องรายใหญ่ของไทย เผยถึงผลประกอบการไตรมาส 1 ประจำปี 2552 ว่า บริษัทสามารถสร้างอัตราการเติบโตของกำไร ยอดขายในรูปเงินบาท และยอดขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น นับเป็นผลการดำเนินงานที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี บริษัทยังสามารถทำกำไรสุทธิเท่ากับ 653 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิเท่ากับ 578 ล้านบาท และสามารถทำรายได้จากการขายในรูปเงินบาทเท่ากับ 17,666 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อนที่เท่ากับ 15,416 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายในรูปของเงินเหรียญสหรัฐก็เติบโตขึ้น 4 % จากยอดขายไตรมาส 1 ปี 2551 ที่เท่ากับ 478 ล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 499 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552 ขณะเดียวกันรายได้รวมในไตรมาสนี้ก็เพิ่มขึ้นจาก 15,988 ล้านบาท ในปี 2551 มาอยู่ที่ 17,889 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12%
“ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกนี้ บริษัทยังคงมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงเวลานั้น ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงปัญหาที่ทั่วโลกยังต้องเผชิญในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ แต่บริษัทยังสามารถทำยอดขายในรูปของเงินเหรียญสหรัฐได้เพิ่มขึ้น ส่วนยอดขายในรูปของเงินบาทก็ยังมีการเติบโตขึ้นถึง 15% เช่นเดียวกัน และจากการที่ค่าเงินบาทอ่อนลงถึง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จึงส่งผลดีต่อยอดขายรูปเงินบาทในอีกทางหนึ่ง และสำหรับในไตรมาสนี้กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทมีการปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 และในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2551 นอกจากความสามารถในการบริหารผลกำไรจากการดำเนินงานแล้ว บริษัทยังสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี ซึ่งจะเห็นได้ชัดในเรื่องของการบริหารทางการเงินที่ดีขึ้น เช่น การลดลงของสินค้าคงคลัง ส่งผลให้มีหนี้ที่ลดลง รวมถึงการควบคุมต้นทุนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีมาร์จิ้นที่ดีขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วส่งผลให้กำไรสุทธิของไตรมาสนี้ดีกว่าปีที่แล้ว”
สำหรับสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ในไตรมาสแรกนี้ ผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ามีสัดส่วนยอดขายมากที่สุดจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทคือ 48% รองลงมาได้แก่ กุ้งแช่แข็ง 17% ตามด้วยอาหารแมวบรรจุกระป๋อง 10% อาหารทะเลบรรจุกระป๋อง 9% ปลาซาร์ดีนและแมคเคอเรลบรรจุกระป๋อง 5% ขายในประเทศ 4% อาหารกุ้ง 4% และปลาหมึกแช่แข็ง 3% โดยมีตลาดส่งออกหลักอยู่ที่ สหรัฐอเมริกา 51% รองลงมาคือ สหภาพยุโรป 15% ญี่ปุ่น 11% อัฟริกา 6% ออสเตรเลีย 3% เอเชีย 2% ตะวันออกกลาง 2% แคนาดา 1% และอเมริกาใต้ 1%
และนายธีรพงศ์ยังกล่าวต่อว่า “และจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก ทำให้บริษัท ไทร-ยูเนี่ยน ซีฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของทียูเอฟ ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า “Chicken of the Sea” มีแผนงานที่จะพัฒนาในเรื่องของกระบวนการซัพพลายเชนและการบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยบริษัทมีแผนจะตั้งโรงงานใหม่ที่รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีแผนจะปรับโครงสร้างโรงงานที่อเมริกันซามัว ซึ่งแผนงานดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ดีขึ้นอีกด้วย”

ไม่มีความคิดเห็น: