วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สตาร์ส ไมโครฯ เตรียมทะยานเข้าตลาดหุ้น โชว์กำไรโตตลอด 4 ปี เฉลี่ยปีละ 65%

สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการ High-tech ของไทย สร้างผลกำไรเติบโตต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี เฉลี่ยโต 65% ต่อปี พร้อมเข้าตลาดหุ้นกันยานี้ หลังเป็นบริษัท Hi-tech ของคนไทยแห่งแรกที่มีเทคโนโลยีระดับโลกในการผลิตชิ้นส่วนหลักให้สมาร์ทโฟน และโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ แบรนด์ดังทั่วโลก
นายพลศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าบริษัทเป็นผู้ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกของคนไทยอย่างแท้จริงรายแรกที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก โดยมีส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกกว่า 30% และมีส่วนแบ่งในตลาดโน๊ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 10% ด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระบบ Touch Screen, Mouse Pad และ ฮาร์ดดิสค์ ตามลำดับ โดยบริษัทฯมีธุรกิจหลัก 2 ส่วนคือ
1.ธุรกิจผลิตและประกอบชิ้นส่วนไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (Microelectronics Module Assembly)
2. ธุรกิจผลิตและทดสอบไอซีชิพ (Integrated Circuit Chips)
โดยบริษัทเป็นผู้ประกอบการรายเดียวในอุตสาหกรรมที่ลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่-เทคโนโลยี่ใหม่ร่วมกับลูกค้า รวมทั้งรับจ้างผลิตชิ้นส่วนไมโครอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร
“ปัจจัยที่สร้างความสำเร็จให้ สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์นั้น มาจากคณะผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ระดับนานาชาติในธุรกิจ Hi-Tech มากกว่า 30 ปี มีทีมวิศวกรระดับสูงที่มีประสบการณ์และผลงานในระดับนานาชาติ อีกทั้ง บริษัทได้ลงทุนสร้างโรงงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ ที่มีเทคโนโลยีการผลิตระดับโลกมูลค่ากว่า 2,700 ล้านบาท และที่สำคัญที่สุดคือบริษัทใช้กลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับลูกค้าระดับโลก (Joint Innovation) ทำให้บริษัทสามารถได้รับออร์เดอร์การผลิตจากลูกค้าอย่างยั่งยืน โดยที่คู่แข่งจะสามารถเข้ามาแข่งขันได้ยาก และการที่บริษัทมุ่งเน้นตลาด High-end
Niche Market หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง จึงทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้รวมและมีอัตรากำไรสูงกว่า (High Margin) บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ทั่ว ๆ ไปที่เน้นผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่มีอัตรากำไรไม่สูงมากนัก” คุณพลศักดิ์กล่าว
คุณพลศักดิ์ได้กล่าวถึงอัตราการเติบโตของรายได้ว่า “บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ได้เติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและต่อเนื่องมาตลอด 14 ปี โดยสามารถสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน จาก 4,462 ล้านบาท ในปี 2548 เป็น 12,127 ล้านบาท ในปี 2551 ขณะเดียวกันได้เพิ่มผลกำไรสุทธิอย่างมีประสิทธิภาพจากกำไรสุทธิ 45 ล้านบาท ในปี 2548 เป็น 201 ล้านบาทในปี 2551 (คิดเป็นการเติบโตของรายได้รวมเฉลี่ยปีละ 40% และกำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 65%) และในครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทสร้างกำไรสุทธิ 115 ล้านบาท จากรายได้รวม 4,625 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความสามารถของบริษัทในการเพิ่มการเติบโตของกำไรสุทธิประมาณ 10% ในช่วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ”
“จากการที่บริษัทมีความพร้อมทั้งในด้านของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (Most Advanced Technology) และมีบุคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของสูง ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าประจำที่เป็นบริษัทระดับโลกที่เป็นแบรนด์ยอดนิยมทั่วโลกจำนวนมากในหลากหลายอุตสาหกรรมอาทิ โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอที รถยนต์ และ เครื่องมือแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญได้แก่
โทรศัพท์มือถือ Smart Phone ระบบสัมผัส Touch Screen: ในรุ่นHigh-end อาทิ Blackberry Storm, Google Android Phone, Samsung Star, LG Arena, และ รุ่นอื่นๆ ซึ่งตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกและคาดว่าจะมียอดขายถึง 200 ล้านเครื่องในปี 2554
คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค: บริษัทฯมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 10% ของชิ้นส่วนระบบ Mouse Pad/ TouchPad ของคอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊คทั่วโลกโดยเฉพาะในแบรนด์ HP, Compaq, Sony, Dell, Acer
ฮาร์ดดิสค์ไดรฟ์: บริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาดการผลิตฮาร์ดดิสค์ไดรฟ์ของโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์มากกว่า10% ทั่วโลก
รถยนต์: บริษัทฯ ผลิตชิพเซนเซอร์อัจฉริยะที่ใช้ในรถยนต์ Mercedes Benz และ BMW Series 7
เครื่องมือแพทย์: บริษัทฯ ผลิตชิพเซนเซอร์อัจฉริยะสำหรับใช้ในเครื่องมือแพทย์ของ GE เป็นต้น
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังเป็นฐานการร่วมพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนสำหรับสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของโลก อาทิเช่น เครื่องเลเซอร์โปรเจคเตอร์แบบพกพา (Portable Laser Projector) เครื่องแรกของโลก ซึ่งบริษัทกำลังร่วมพัฒนากับลูกค้าในการนำไปใส่ในโทรศัพท์มือถือซึ่งจะเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงการดูมัลติมีเดียในโทรศัพท์มือถือไปโดยสิ้นเชิง
คุณยรรยงค์ สวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์(ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า “บริษัทมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 736 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 368 ล้านหุ้น มูลค่าพาร์ 2 บาทต่อหุ้น โดยเป็นทุนชำระแล้ว 552 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 276 ล้านหุ้น และมีแผนที่จะเสนอขายหุ้นสามัญ (IPO) ของบริษัทจำนวน 92 ล้านหุ้นให้กับนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันประมาณเดือนกันยายนนี้ โดยจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO นี้ ไปชำระหนี้ ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วจะทำให้บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิ (Net Interest Bearing Debt/Equity) ลดลงจากปัจจุบัน 1.2 เท่า บริษัทมีอัตรากำไรต่อหุ้นสำหรับงวดครึ่งปีแรก (EPS)อยู่ที่ 0.42 บาทคิดเป็นอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE)ที่ 23.1% นอกจากนี้ บริษัทมีวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้ใช้อีกประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทมีความมั่นคงทางการเงินเพิ่มขึ้นอีกขั้น และสามารถรองรับการขยายงานของลูกค้าได้เป็นอย่างดี”
นายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินให้ความเห็นว่า “บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีในการผลิตตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยระดับโลก และที่สำคัญคือกลยุทธ์ในการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์กับลูกค้า (Joint Innovation) ในลักษณะการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ทำให้สามารถรักษาฐานลูกค้าที่สำคัญของบริษัทได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไป ที่มุ่งเน้นการเป็นแหล่งผลิตต้นทุนต่ำ ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงจากการย้ายฐานการผลิตของลูกค้าไปยังผู้ผลิตอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่า ทั้งนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในการจัดการความเสี่ยงของธุรกิจ ลูกค้าจะต้องมีนโยบายในการจัดซื้อหรือว่าจ้างผลิตจากหลายแหล่ง อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้สตาร์สมีฐานะเป็นผู้ผลิตหลัก (Prime Source) ของลูกค้า ทำให้บริษัทสามารถสร้างรายได้จำนวนมากจากลูกค้าอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างผลกำไรสุทธิที่สูงกว่า อีกทั้งป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาแข่งขันได้ นอกจากนี้บริษัทมีลูกค้าด้าน Personal Electronics ระดับโลกจำนวนมากที่ผลิตภัณฑ์กำลังขยายตลาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง อาทิ โทรศัพท์ระบบ Smart Phone คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ตลอดจนเครื่องเลเซอร์โปรเจคเตอร์แบบพกพา ทำให้คาดว่าบริษัทจะมียอดขายและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ผลประกอบการในอดีตของบริษัทที่มีการขยายตัวของรายได้และกำไรอย่างสูงติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง แม้ในสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำก็ตาม เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันสูง และความเชื่อมั่นที่บริษัทได้รับจากบริษัทชั้นนำระดับโลกต่าง ๆ จึงเชื่อมั่นว่าหุ้นบริษัทจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างสูง”

ไม่มีความคิดเห็น: