วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด รายงานภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย

นายนิโคลัส ควอน หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย กลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประจำประเทศฮ่องกง(ซ้าย) นายโทมัส ฮาร์ นักวางแผนกลยุกธ์อาวุโส ด้านการเงินตราต่างประเทศ กลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประจำประเทศสิงค์โปร์ ทิศทางเงินตราต่างประเทศ (กลาง) คุณอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) (ขวา)
เอเชียและการจัดระเบียบโลกใหม่ โดย นายนิโคลัส ควอน
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในตอนนี้เกิดขึ้นแล้วจริง แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองต่อจากนี้ไปคือความแตกต่างในการฟื้นตัว ในปัจจุบันมีทั้งฟื้นตัวเป็นรูปตัววี หรือตัวดับบลิว (V or W shaped) แต่ละประเทศในโลกจะฟื้นตัวในลักษณะที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการตอบสนองต่อนโยบายที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ในเวลาเดียวกันมีการก่อหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ และนโยบายเศรษฐกิจที่เหมาะสม ทำให้เริ่มฟื้นตัวก่อนและมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องได้ โดยส่วนใหญ่จะฟื้นตัวเป็นรูปตัววี ขณะที่สหรัฐ และสหภาพยุโรป ซึ่งเผชิญปัญหามีเงินออมต่ำ มีหนี้เสียจำนวนมาก และระบบการเงินที่ล่มสลาย ทำให้ลักษณะการฟื้นตัวอย่างดีที่สุดก็คงเป็นการฟื้นตัวในรูปตัวยู (U-shaped) ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่นไอซ์แลนด์คงเผชิญกับการฟื้นตัวเป็นรูปตัวแอล (L-shaped) หรือรูปตัวดับบลิวซ้ำๆ กัน (repeated W)
ภายในภูมิภาคเอเชียเอง คาดว่าจะมีการฟื้นตัวในลักษณะที่ต่างกันมากพอสมควร ประเทศขนาดใหญ่ทั้งสาม คือ จีน อินเดีย และอินโดนีเซียจะฟื้นตัวก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าที่อื่น เพราะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ค่อนข้างปิด (ไม่ว่าจะเป็นระบบการเงินเช่นในจีน หรือการค้าเช่นในอินเดียและอินโดนีเซีย) เศรษฐกิจของประเทศทั้งสามเติบโตค่อนข้างแข็งแกร่งต่อเนื่อง (6-9% ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ) มีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่พอสมควรที่จะรองรับ และมีการตอบสนองที่รวดเร็วและชัดเจนต่อนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนประเทศขนาดเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดเช่นสิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี มาเลเซีย และไต้หวัน ซึ่งได้รับผลกระทบที่รุนแรงเนื่องจากระบบเศรษฐกิจที่เปิด (ทั้งในด้านการค้าและการเงิน) อาจเห็นการฟื้นตัวในระยะแรกที่รวดเร็วเนื่องจากผลของฐานที่สูง (base-effect)
มองไปข้างหน้า ความแตกต่างกันจะเห็นได้ชัดขึ้นจากความสามารถของแต่ละประเทศที่จะใช้ประโยชน์จากความเติบโตของประเทศใหญ่ทั้งสามประเทศ ดังเช่นที่ฮ่องกงได้รับอานิสงส์จากเงินทุนที่ไหลออกจากจีนไปสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นของฮ่องกง และไต้หวันได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจีนที่หลั่งไหลเข้าไปหลังจากความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวันพัฒนาในทางที่ดีขึ้น อีกหนึ่งปัจจัยที่จะสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือความสามารถของรัฐบาลในการวางนโยบายทางการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการนำมาตรการเหล่านี้ไปใช้เพื่อชดเชยการหดตัวของการส่งออกและการว่างงาน สิงคโปร์และเกาหลีใต้ ซึ่งการบริหารงานของภาครัฐค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูงและสถานะทางการคลังที่แข็งแกร่ง มีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จในจุดนี้
อย่างไรก็ดี ทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทยด้วย จะเผชิญกับความท้าทายสองเรื่องในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 1) สภาวะที่ต้องเลือกระหว่างปัญหาเงินฝืด และราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การบริหารนโยบายทางการเงินยากขึ้นเป็นพิเศษ 2) การส่งผ่านแรงขับเคลื่อนในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชน ยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งเห็นได้จากความต้องการสินเชื่อภาคเอกชนที่ยังอ่อนแอและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งสองปัจจัยจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวที่ยั่งยืนในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญ ทิศทางค่าเงินสกุลหลักและเอเชีย โดยนายโทมัส ฮาร์
๐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าลงในขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว นอกจากนี้ นักลงทุนต่างประเทศยังกู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐซึ่งมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เพื่อนำไปลงทุนในสกุลเงินอื่นที่มีผลตอบแทนสูงกว่า
๐ ในบรรดาสกุลเงินหลักต่างๆ สกุลเงินที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดยังคงเป็นดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์นิวซีแลนด์ ขณะที่เงินปอนด์ของอังกฤษยังคงแข็งค่าน้อยกว่ามากเนื่องจากคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในออสเตรเลียจะมีการปรับขึ้นที่เร็วกว่า
๐ สำหรับค่าเงินของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น จะยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจาก 1) มองกันว่าเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวมีเศรษฐกิจเอเชียเป็นตัวนำ และ 2) รัฐบาลของประเทศหลักๆในเอเชียยังคงดำเนินแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางการเงินและการคลังในปัจจุบัน
๐ ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ถึงแม้การแข็งค่าของเงินบาทจะน้อยกว่าและช้ากว่าค่าเงินสกุลเอเชียอื่นๆ เช่น วอนเกาหลี รูเปียห์อินโดนีเซีย รูปีอินเดีย เปโซฟิลิปปินส์ และริงกิตมาเลเซีย
๐ ผู้ส่งออกในไทยควรเพิ่มสัดส่วนประกันความเสี่ยงในสกุลเงินดอลลาร์ ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนประกันความเสี่ยงในสกุลเงินยูโร และเยนของญี่ปุ่นด้วยในช่วงสามเดือนที่จะถึงนี้
๐ นักลงทุนในไทยควรลงทุนระยะยาวในสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย และดอลลาร์นิวซีแลนด์ และสกุลเงินเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น
แนวโน้มเศรษฐกิจไทย: พลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า รัฐบาลไทยวางแผนการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นวงจรเศรษฐกิจฟื้นตัวรอบใหม่ ในระหว่างที่ยังขาดปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นโยบายการคลังจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการเกื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
อย่างไรก็ดี นางสาวอุสราเชื่อว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะฟื้นเป็นรูปตัววี (V-shaped) ธนาคารคาดว่าการเติบโตของไทยในปีหน้าจะอยู่ที่ระดับ 2.8% และแข็งแกร่งขึ้นเป็น 4.5% ในปี 2554
“ธนาคารยังมองว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะสั้นยังต้องระมัดระวัง โดยมีปัจจัยสำคัญสามประการ ได้แก่ ประการแรก เสถียรภาพทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง ประการที่สอง วัฏจักรของการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว และประการที่สาม ภาคการส่งออกซึ่งโอกาสที่จะกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเป็นไปได้ยาก”
จริงๆ แล้ว ความสามารถในการบริโภคของคนไทยยังอยู่ในภาวะแข็งแกร่งเนื่องจากความมั่งคั่งของกลุ่มผู้บริโภคคนไทยได้รับผลกระทบน้อยจากวิกฤตการเงินโลก แต่เหตุที่ทำให้คนไทยระมัดระวังในการใช้จ่ายในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากขาดความมั่นใจในเสถียรภาพทางการเมือง
ในขณะที่กำลังการผลิตส่วนเกินภายในประเทศยังมีอยู่มาก จะทำให้การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนเป็นไปอย่างเชื่องช้า เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยังคงอยู่ในระดับต่ำมากในอุตสาหกรรมหลักๆ ได้แก่ ก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะมีการลงทุนใหม่ๆในภาคเอกชนเพื่อขยายกำลังการผลิตในอนาคตอันใกล้มีความเป็นไปได้น้อย
ส่วนความต้องการในภาคส่งออกที่ยังคงอ่อนแรงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการใช้กำลังการผลิตในระดับต่ำ ขณะเดียวกันตลาดส่งออกรายใหญ่สองในสามอันดับต้นของไทย คือสหรัฐและญี่ปุ่น ยังคงอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยและคาดว่าจะฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปในปีหน้า
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะฟื้นเป็นรูปตัววี (V-shaped)
ส่วนในประเด็นเงินเฟ้อเชื่อว่าไม่น่าเป็นปัญหาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องกังวลเนื่องจากไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์ในขณะนี้ ปัจจัยหลักที่จะสร้างแรงกดดันให้กับเงินเฟ้อน่าจะมาจากราคาน้ำมันมากกว่าแรงกดดันด้านอุปสงค์ เนื่องจากกำลังการผลิตภายในประเทศที่เพียงพอ ดังนั้น เงินเฟ้อพื้นฐานน่าจะยังอยู่ในกรอบของธปท.ในปีหน้า
จึงทำให้คาดว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ ธปท.จะต้องรีบพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งต่อไปยังไม่น่าจะเกิดขึ้นจนกระทั่งราวต้นปี 2554
ปัญหาท้าทายทางเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะอยู่ที่สภาพคล่องในระบบการเงินที่มีแนวโน้มลดลง เป็นที่สังเกตว่ารัฐบาลกำลังใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณที่ 3.5% ของจีดีพี ในปีงบประมาณ 2553 ถ้ารวมถึงยอดเงินกู้พิเศษภายใต้พระราชบัญญัติและพระราชกำหนดกู้เงินแล้ว ตัวเลขการขาดดุลเงินสดของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2553 จะสูงถึง 6.7% ของจีดีพี ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์
ความต้องการระดมเงินจากภาครัฐในปริมาณที่สูงมากเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ จะมีผลดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์ให้ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากและจะสร้างแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดให้ขยับสูงขึ้นในอนาคต สภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคาร ซึ่งวัดจากการทำธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคีบวกกับเงินฝาก และการฝากเงินระยะสั้นของธนาคารพาณิชย์ที่ธปท. มีปริมาณลดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยในปัจจุบันเหลืออยู่ที่ 650,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก ซึ่งเริ่มขยับสูงขึ้นเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้รัฐบาลประกาศว่าจะระดมเงินเป็นจำนวน 810,000 ล้านบาทในปีงบประมาณหน้า ซึ่งในจำนวนนี้ ประมาณ 380,000 ล้านบาทจะระดมจากตลาดพันธบัตร โดยออกพันธบัตรรัฐบาลและตราสารอัตราดดอกเบี้ยลอยตัว (FRN) ส่วนอีกจำนวน 430,000 ล้านบาทจะระดมผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ โดยออกพันธบัตรออมทรัพย์ ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินกู้จากธนาคาร ส่วนความต้องเงินในภาคเอกชนในปีหน้าคาดว่าไม่ต่ำกว่า 945,000 ล้านบาท สินเชื่อคงค้างของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันโดยรวมอยู่ที่ 8.5 ล้านล้านบาท หากธนาคารตั้งเป้าที่จะเติบโตสินเชื่อ 5% ในปีหน้า หมายความว่า การปล่อยสินเชื่อใหม่จะอยู่ที่ 425,000 ล้านบาท
ในขณะที่แต่ละปี การออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนของเอกชนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 250,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการปล่อยสินเชื่อ Fast Track จำนวน 300,000 ล้านบาทสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยรัฐบาลจะเพิ่มทุนให้แก่ธนาคารของรัฐเป็นจำนวน 30,000 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าธนาคารของรัฐทั้งหลายจะมีความต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติมเป็นจำนวน 270,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยสินเชื่อใหม่ภายใต้โครงการนี้
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ความต้องการเงินจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่สูงขึ้นอย่างมากในปีหน้าจะมีผลทำให้ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีแนวโน้มลดลง จะเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปีหน้า

ไม่มีความคิดเห็น: