วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

กกพ. ผนึกกระทรวงอุตสาหกรรมปรับแนวทางการให้อนุญาตตั้งโรงงาน และการอื่นเพื่อประกอบกิจการพลังงาน

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกระทรวงอุตสาหกรรม โดย ศาตราจารย์กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง แนวทางการให้อนุญาตตั้งโรงงานและการอื่นเพื่อประกอบกิจการพลังงาน ณ ห้องบอลรูม C โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ว่า “ ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้เป็นเรื่องแนวทางการให้อนุญาตตั้งโรงงานและการอื่นเพื่อประกอบกิจการพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความชัดเจนในทางปฏิบัติตามกรอบการอนุญาตตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 และกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ซึ่งก่อนที่ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานที่ประกอบกิจการอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 บังคับใช้ จะต้องไปขออนุญาตตั้งโรงงานกับทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม แต่เมื่อมีการออกพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ขึ้นมา ตามมาตรา 48 ของ พ.ร.บ. กำหนดให้การปลูกสร้างอาคาร หรือตั้งโรงงานเพื่อประกอบกิจการพลังงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน โดยให้การอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกพ. ตามพระราชบัญญัติฯ โดย กกพ. ต้องขอความเห็นจากหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายต่างๆ ดังกล่าว และหน่วยงานดังกล่าวต้องแจ้งความเห็นพร้อมทั้งจำนวนค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บตามกฎหมายนั้นๆ ให้ กกพ. ทราบด้วย
ดังนั้นทาง กกพ. และ กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) จึงได้ประสานความร่วมมือ และตกลงวิธีการทำงานกัน ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 และพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มายื่นขอใบอนุญาต ซึ่งมีรายละเอียดหน้าที่การดำเนินการตามข้อตกลงของทั้ง 2 หน่วยงาน คือ
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะเป็นผู้พิจารณาการให้อนุญาตตั้งโรงงานประกอบกิจการพลังงานตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยจะขอความเห็นจากกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาอนุญาต นอกจากนี้ กกพ. จะเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำ และแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบกิจการพลังงานเกี่ยวกับการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) จะเป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาอนุญาตตั้งโรงงานและแจ้งจำนวนค่าธรรมเนียมที่จะเรียกเก็บตามกฎหมายให้ กกพ. ทราบ อีกทั้งยังจะให้คำแนะนำ และแก้ไขปัญหาแก่ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานร่วมกับ กกพ. รวมถึงจะเป็นผู้กำกับและดูแลโรงงานที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน
ภายหลังเมื่อผู้ประกอบกิจการโรงงานปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานแล้ว สามารถยื่นขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงานต่อ กกพ. ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่ง กกพ. จะพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาตตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ที่ กกพ. ประกาศกำหนด โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการแข่งขัน และการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในระหว่างผู้รับใบอนุญาตด้วยกัน ตลอดจนคุ้มครองและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้พลังงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งนี้ กกพ. จะทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการพลังงานผ่านเงื่อนไขในใบอนุญาต เพื่อให้การประกอบกิจการพลังงานเป็นไปตามมาตรฐานทางวิศวกรรม ความปลอดภัยและทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงคุณภาพการให้บริการ โดยผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในใบอนุญาตอย่างเคร่งครัด หากผู้รับใบอนุญาตรายใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข กกพ. ก็จะมีบทลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าจะได้รับความเป็นธรรม และประโยชน์สูงสุด ดังคำกล่าวที่ว่า กกพ. โปร่งใส เที่ยงธรรม เชื่อถือได้” ดร.ดิเรกกล่าว

ไม่มีความคิดเห็น: