วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) บรรยายสรุปภาวะเศรษฐกิจ "โลกหลังภาวะวิกฤต: นัยยะต่อเอเชียและโลก"

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประเมินจีดีพีไทยปี 2553 โต 2.8% แต่ยังมีความเประบาง มองเรื่องดอกเบี้ยว่าคงที่ไปจนถึงสิ้นปี และจะเริ่มปรับขึ้นช่วงต้นปีหน้า เพื่อพยุงเศรษฐกิจ เงินเฟ้อยังไม่น่าห่วง ขณะที่ดอกเบี้ยแบงก์นำขึ้นก่อน หลังสภาพคล่องเริ่มลด ส่วนเงินบาทในช่วงครึ่งแรกของปีอ่อนแตะ 33.50 บาทต่อดอลล์ และช่วงปลายปีกลับแข็งค่าแตะ 32 บาทต่อดอลล์
นายเจอราร์ด ลีอองส์ หัวหน้าสำนักวิจัยเศรษฐกิจ กลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยในงานบรรยายสรุปภาวะเศรษฐกิจ "โลกหลังภาวะวิกฤต : นัยยะต่อภูมิภาคเอเชียและโลก" ว่า คาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่นำการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2553 นี้ โดยธนาคารประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาเติบโตดีขึ้นในระดับ 2.9% จากที่หดตัวลงในอัตรา 1.9% ปี 2552 ทั้งนี้ ประเทศจีนและอินเดียที่จะเป็นผู้นำการฟื้นตัวในครั้งนี้ซึ่งคาดว่าอัตราการขยายตัวจะอยู่ในระดับที่ 7% จากปีที่แล้วซึ่งขยายตัวอยู่ที่ 4.5% และปัจจัยที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะมาจากอุปสงค์ภายในประเทศ ส่วนการตลาดส่งออกหลักของเอเชียอย่างสหรัฐฯและยุโรปจะยังมีแนวโน้มเติบโตในลักษณะที่อ่อนแออยู่ มองโลกโดยรวมด้วยว่าจะขยายตัวได้ที่ระดับ 2.9% หลังจากหดตัว 1.9% ปีที่ผ่านมา ส่วนตลาดส่งออกหลักของเอเชียอย่างสหรัฐและยุโรปปีนี้ ยังมีแนวโน้มเติบโตอ่อนแอ และสิ่งสำคัญต้องจับตามองจากนี้ไป คือ ขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก จะเปลี่ยนจากตะวันตกไปสู่ตะวันออก โดยกลุ่มประเทศที่จะมีศักยภาพเติบโตได้ดี สามารถติดกลุ่มผู้ชนะสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามขั้วของเศรษฐกิจโลกในอนาคตได้นั้น จะต้องอยู่ใน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นประเทศที่มีสถานะการเงิน มีทุนมากพออย่างจีน และสอง เป็นกลุ่มที่มีทรัพยากรสมบูรณ์มากมาย และสาม เป็นกลุ่มประเทศที่ปรับกลยุทธ์ในประเทศให้ทันตามปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด ซึ่งไทยไม่โดดเด่นในกลุ่มแรกและกลุ่มที่สอง แต่น่าจะเด่นและทำได้อย่างประเทศในกลุ่มที่ 3
สำหรับไทยนั้นนายเจอราร์ดแนะนำให้กำหนดกลยุทธ์เชิงนโยบาย จากมุมมองที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคและโลก แต่ประเด็นอยู่ที่บริหารอย่างไรในภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อขั้วอำนาจเศรษฐกิจเปลี่ยนจากตะวันตกมาตะวันออก
นายไท ฮุย หัวหน้าสำนักวิจัยเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสแตนชาร์ตในสิงคโปร์ มองว่าจีน อินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีการพึ่งพาการส่งออกน้อยสามารถเติบโตด้วยอุปสงค์ในประเทศ จะฟื้นตัวได้ชัดเจนและขยายตัวได้ดีที่สุดและต่อเนื่อง
นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) (SCBT) กล่าวถึง เศรษฐกิจไทยปีนี้ว่ายังฟื้นตัวเปราะบาง คาดว่าจะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ทางการให้ไว้ 3% ซึ่งสแตนชาร์ตให้ที่ระดับ 2.8% ปีนี้ และปีหน้าขยายตัวมากขึ้นเป็น 4.5%
"ไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และขยายตัวได้ระดับ 2.8% ปีนี้ เป็นการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพการเติบโตที่ควรจะเป็น คือ อยู่ระหว่าง 5-5.5% ในระยะกลาง อย่างไรก็ดี ความสามารถขยายตัวของไทยยังขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการเมืองของไทย โดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็งที่อิงกับการเมือง บวกกับการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในประเทศค่อนข้างเปราะบางยังฟื้นตัวไม่ค่อยแกร่ง ทำให้เราระวังกับการประเมินเศรษฐกิจปีนี้ ที่คาดไว้ต่ำกว่าที่ทางการประเมิน" น.ส.อุสรา กล่าว
ส่วนปัจจัยเงินเฟ้อ คาดว่าไม่ใช่ประเด็นน่าวิตกไม่น่าเป็นห่วงเรื่องฟองสบู่สินทรัพย์ในไทย แรงกดดันเงินเฟ้อน่าจะมาจากความผันผวนของราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น แต่ไม่ใช่เงินเฟ้อจากอุปสงค์เพิ่มขึ้น เพราะอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมยังต่ำ
ส่วนความท้าทายของไทยปีนี้มีอยู่ 2 เรื่องเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เรื่องแรก คือ เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาส่งออกซึ่งมีความผันผวนสูง ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และเรื่องที่สองเป็นสถานการณ์การเมือง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคกับการลงทุนภาคเอกชน อีกทั้งความสำเร็จจากการโครงการไทยเข้มแข็งกระตุ้นเศรษฐกิจสัมพันธ์โดยตรงกับเสถียรภาพการเมือง
นายคัลลัม เฮนเดอร์สัน หัวหน้าสำนักวิจัยกลยุทธ์การปริวรรตเงินตราของสแตนชาร์ตในสิงคโปร์ มองทิศทางบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐช่วงที่ผ่านมา แข็งค่าอยู่บ้างแต่ยังเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาค แต่ระยะยาวแล้วคาดว่าบาทจะแข็งค่าตามทิศทางค่าเงินเอเชีย ส่วนหยวนของจีนค่อนข้างนิ่งมากเทียบดอลลาร์
"2 ปัจจัยที่มองว่า ระยะยาวเงินบาทจะแข็งค่า คือ ปัจจัยแรก เศรษฐกิจไทยผ่านจุดเลวร้ายสุดแล้วเหมือนประเทศอื่นในเอเชีย และค่อยๆ โตปีนี้ ก่อนจะโตแบบเร่งตัวในปีหน้า อีกปัจจัยหนึ่งเป็นอานิสงส์จากหยวนของจีนที่เคยนิ่งนั้น เชื่อว่าสิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ทางการจีนอาจปล่อยหยวนแข็งขึ้น และปลายปีนี้แข็งอยู่ที่ 6.60 หยวนต่อดอลลาร์ หรือแข็งขึ้นประมาณ 2% ซึ่งไม่ใช่การปรับตัวขึ้นรุนแรงมากนัก แต่จะเป็นปัจจัยทำให้บาทละค่าเงินอื่นในเอเชีย ซึ่งอาจอ่อนค่าครึ่งแรกปีนี้ กลับมาแข็งค่าตามช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้" นายเฮนเดอร์สันกล่าว
โดยนายเฮนเดอร์สันคาดว่า บาทครึ่งแรกปีนี้จะอ่อนค่าก่อนอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนฟื้นตัวแข็งค่าขึ้นภายในสิ้นปีนี้ โดยแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์

ไม่มีความคิดเห็น: