วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หลักทรัพย์กสิกรไทย ชูคอนเซปต์ “KS Jump Forward 2010”

หลักทรัพย์กสิกรไทย ปักธง “ KS Jump Forward 2010” มุ่งหน้าสร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์ เมินแข่งขันสงครามค่าคอมมิชชั่น มุ่งขยายตลาดด้วยการขยายฐานนักลงทุนหน้าใหม่ รักษาฐานลูกค้าเดิม เน้นคุณภาพการบริการ เพื่อบริหารความมั่งคั่งแบบยั่งยืนให้แก่ลูกค้า ตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดปีเสือขยับเพิ่มเป็น 4% หลังจากปีที่ผ่านมาทะยานขึ้น 9 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 17 กำไรสุทธิ 213.49 ล้านบาท
นางสาวณัฐรินทร์ ตาลทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปี 2552 ที่ผ่านมาว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะมีการชะลอตัวลง แต่การเติบโตทางธุรกิจของบริษัทนั้นเป็นไปตามเป้าหมาย โดยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เกตแชร์) ขึ้นมาอยู่ที่ 2.68 % หรืออันดับ 17 (ไม่รวม proprietary trade) จากปี 2551 ที่มีมาร์เกตแชร์ 1.63% หรืออันดับที่ 26
ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นบริษัทหลักทรัพย์อันดับ 1 ใน 3 ของประเทศในอีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาตลอด 4 ปีที่ก่อตั้ง และยังคงเดินหน้าด้วยเป้าหมายในปี 2553 ที่จะสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้ 4.20% หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา “KS Jump Forward 2010” จึงเป็นคอนเซปต์ที่ทาง KS ใช้ในการเดินเครื่องอย่างเต็มสูบในปีนี้ โดยปฏิเสธการใช้กลยุทธ์การตลาดด้วยการให้ฟรีค่าคอมมิชชั่น เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อุตสาหกรรมการลงทุนโดยรวมเติบโตขึ้นตามเจตนาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ออกมาประกาศให้ใช้การคิดค่าคอมมิชชั่นแบบขั้นบันได (Sliding Scale) เพื่อหวังให้เป็นการกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการแย่งลูกค้ากันเองอีกด้วย
นโยบายของตลาดหลักทรัพย์ฯที่ต้องการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น (Liberalization) ในปี 2555 ถือเป็นนโยบายที่มีรากฐานมาจากกลยุทธ์การตลาดในอันที่จะต้องการขยายฐานนักลงทุนเพื่อให้เข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ให้มากขึ้น ค่าคอมมิชชั่นแบบขั้นบันได (Sliding Scale) ที่ถูกประกาศใช้ในปีนี้ ถือเป็นการอุ่นเครื่องเท่านั้น โดยหลักทรัพย์กสิกรไทย เราวางแผนธุรกิจล่วงหน้า5ปีมาโดยตลอด และเตรียมการเพื่อรองรับการเข้าสู่ระบบเสรีค่าคอมมิชชั่นมานานพอควรแล้ว โดยที่สนับสนุนแนวความคิดนี้ของทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะเป็นหนทางที่จะทำให้อุตสาหกรรมนี้ขยายตัว พวกเราเองที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ก็จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวอย่างแน่นอน ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นักลงทุนที่ลงทะเบียนอยู่ในระบบฯมีอยู่ประมาณห้าแสนกว่าราย แต่เป็นนักลงทุนที่บัญชีมีการเคลื่อนไหวหรือลงทุนอย่างต่อเนื่องเพียงแค่กว่าแสนรายเท่านั้น ซึ่งเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด เพราะฉะนั้น เป้าหมายสำคัญจากนี้ไปติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปีของKS ก็คือการสร้างนักลงทุนหน้าใหม่ที่มีคุณภาพให้เข้าสู่ระบบให้มากขึ้น”นางสาวณัฐรินทร์กล่าว
นางสาวณัฐรินทร์กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่บริษัทให้ความสนใจจะขยายช่องทางเข้าถึง คือ กลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ที่มีอายุอยู่ในช่วง 25-45 ปี เป็นกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ตั้งแต่ผู้เริ่มทำงานไปจนถึงผู้บริหารระดับกลาง ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองใหญ่ตามต่างจังหวัด เนื่องจากผลการวิจัยระบุชัดเจนว่า กลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้นอกจากจะเป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจหรือเริ่มสนใจที่จะเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว ยังเป็นกลุ่มที่มีฐานการเงินหรือรายได้ที่เหมาะสม แต่ยังขาดข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ในรูปแบบการลงทุนในตลาดทุนทำให้ลังเลในการเข้าสู่ตลาด
ทั้งนี้ โครงการ KS The Young Turk Investor Project ที่บริษัทร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นโครงการนำร่องเพื่อตอกย้ำแนวทางในการขยายฐานนักลงทุนหน้าใหม่ไปยังกลุ่มผู้ที่มีศักยภาพ มีความพร้อม และสนใจลงทุนในหุ้น แต่ยังไม่มีประสบการณ์มาก่อน จึงทำให้ลังเล อาจจะเพราะขาดข้อมูล ขาดที่ปรึกษา หรืออาจจะมีความเข้าใจที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริงว่าการเล่นหุ้นเป็นเรื่องของคนรวยคนมีฐานะเท่านั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ยิ่งมีอยู่เยอะมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นโอกาสในการขยายฐานตลาดการลงทุนมากเท่านั้น ซึ่งผลจากการเปิดรับสมัครโครงการฯนี้เพียง3สัปดาห์ ก็มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯแล้วเกือบ500ราย
ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนลงทุนด้านอื่นเพิ่ม ด้วยการเพิ่มสาขาใหม่ ทั้งสาขาเต็มรูปแบบ ( Full Branch ) และสาขาย่อย ( Mini- Branch ) มากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ที่ 23 สาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมถึงการเพิ่มเจ้าหน้าที่การตลาดอีก 150 คน เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าจากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 11,000 บัญชี นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกในการลงทุนให้กับลูกค้า ให้ได้รับผลตอบแทนในการลงทุนที่เหมาะสมในทุก ๆ สถานการณ์ รวมถึงตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและไม่หยุดนิ่งของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่จัดตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือการพัฒนาโดยบริษัท เช่น ให้บริการนายหน้าซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง (Bond Trading) การขายกองทุนรวมของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในเครือ การยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (SBL) มินิโกลด์ ฟิวเจอร์ส สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย (Interest rate future s) และ โกลด์ อีทีเอฟ รวมทั้งการนำเสนอระบบ Internet trading ใหม่ที่บริษัทได้ลงทุนพัฒนาระบบให้มีความรวดเร็ว ทันสมัย ในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ที่ให้ความนิยม ใช้ช่องทางลงทุนดังกล่าวมากขึ้น
สิ่งที่เรามุ่งมั่นและดำเนินการมาโดยตลอด ก็เพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือกว่าที่จะได้รับจากบริษัทฯอื่น ปีที่ผ่านมา เราเริ่มต้นแคมเปญ “KS…more” แคมเปญทางการตลาดที่เน้นการสร้างความสุขที่เหนือระดับให้กับลูกค้าของเราในทุกๆมิติ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าของเรา และในปี 53นี้ เราจะเสริมความเข้มข้นด้วยระบบ CRM ที่จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เพื่อจะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ ได้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละรายได้มากยิ่งขึ้น เพื่อตอกย้ำแนวทางในการสร้างความสุขจากประสบการณ์ และการได้รับอภิสิทธิ์ที่เหนือกว่า เพียงเพราะว่าคุณเป็นลูกค้าของหลักทรัพย์กสิกรไทย” นางสาวณัฐรินทร์กล่าว
สำหรับปี 2552 บริษัทมีรายได้รวม 695.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ซึ่งมีรายได้ 367.74 ล้านบาท โดยในส่วนของกำไรสุทธิ ในปี 2552 เท่ากับ 213.49 ล้านบาท และมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio ) หรือ ROE อยู่ที่ 23% หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 312% จากปี 2551 ซึ่ง ROE 5.6%
ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมาทำให้เรามีความพร้อมที่จะแข่งขันในทุกสถานการณ์ เราพร้อมสำหรับการเปิดเสรีของธุรกิจหลักทรัพย์ และเราให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการพัฒนาระบบและบุคลากร ที่จำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กันเพื่อไปสู่เป้าหมายเป็นโบรกเกอร์ชั้นนำ 1 ใน 3 ของประเทศภายใน 3 ปี โดยอาศัยจุดแข็งจากเครือธนาคารกสิกรไทยทั้งฐานลูกค้า ผลิตภัณฑ์การเงินที่หลากหาย การขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าและการบริการผ่านสาขาของธนาคาร ” นางสาวณัฐรินทร์กล่าว

ไม่มีความคิดเห็น: