วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ทียูเอฟ ทำกำไร Q4 /2552 พุ่งถึง 134% พร้อมโชว์กำไรทั้งปีที่ 3.3 พันล้านบาท

ทียูเอฟ ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2552 ทำกำไรสุทธิไตรมาส 4/2552 ที่สูงถึง134% ซึ่งเป็นผลงานที่โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันก็โชว์ตัวเลขกำไรสุทธิทั้งปี 3,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% ซึ่งเป็นกำไรสุทธิทั้งปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือทียูเอฟ ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและบรรจุกระป่องรายใหญ่ของไทย เผยถึงผลการดำเนินงานประจำปี 2552 ว่า บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิสูงถึง 3,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่ทำกำไรเท่ากับ 2,201 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้นเท่ากับ 3.79 บาท เพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบกับปีก่อน สำหรับรายได้จากการขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐเท่ากับ 2,014 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเพียงเล็กน้อย 3% เมื่อเทียบกับปี 2551 ที่มีรายได้จากการขายเท่ากับ 2,070 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขายในรูปเงินบาทเท่ากับ 68,995 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่มีรายได้เท่ากับ 69,048 ล้านบาท ในปี 2551 ขณะที่รายได้รวมทั้งปีนั้น บริษัทสามารถทำได้ 69,697 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้วที่มีรายได้รวมทั้งปีที่ 69,519 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานรายไตรมาสนั้น ในไตรมาส 4 บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิเพิ่มสูงถึง 134% จาก 307 ล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็น 718 ล้านบาทในปีนี้ โดยยอดขายในรูปของเงินเหรียญสหรัฐและเงินบาทไม่เติบโตมากนักดังนี้ ยอดขายในรูปของเงินเหรียญสหรัฐเท่ากับ 519 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเล็กน้อย 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 ที่มียอดขาย 528 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยอดขายในรูปของเงินบาทเท่ากับ 17,202 ล้านบาท ลดลง 7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่มียอดขาย 18,410 ล้านบาท รายได้รวมเท่ากับ 17,281 ล้านบาท ลดลง 6% จากรายได้รวม 18,455 ล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2551
จากภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2552 ที่ออกมานี้ นายธีรพงศ์กล่าวต่อว่า ปีนี้เป็นอีก 1 ปีที่บริษัทมีความพึงพอใจกับผลการดำเนินงานเป็นอย่างมาก เพราะบริษัทสามารถสร้างและรักษาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา ด้วยการทำกำไรสุทธิทั้งปีถึง 3,344 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยการบริหารจัดการและควบคุมต้นทุนได้อย่างดีเยี่ยม ประกอบกับผลการดำเนินงานของ บริษัทย่อยในต่างประเทศที่ดีมาก ทุกบริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าปีนี้บริษัทจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างต่าง ๆ เช่น การปิดโรงงานที่อเมริกันซามัว เพื่อเปิดโรงงานใหม่ที่รัฐจอร์เจีย หรือการควบรวมทีมผู้บริหารของ 2 บริษัทย่อยในสหรัฐอเมริการะหว่างไทร-ยูเนี่ยน โฟรเซ่น ฟู้ดส์ และเอ็มเพรส อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นต้น โดยเฉพาะกรณีการปิดโรงงานนั้น บริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายในการปิดและเปิดโรงงานใหม่อยู่ที่ 17 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 568 ล้านบาท ซึ่งหากบวกกลับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เข้าไป จะส่งผลให้กำไรสุทธิในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นอีก
สำหรับสัดส่วนยอดขายตามผลิตภัณฑ์ในปี 2552 นี้ ผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ายังเป็นสินค้าหลักที่มีสัดส่วนการส่งออกถึง 44% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัท รองลงมาได้แก่ กุ้งแช่แข็ง 20% อาหารแมวบรรจุกระป๋อง 9% อาหารทะเลบรรจุกระป๋อง 9% อาหารกุ้ง 6% ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ 5% ปลาซาร์ดีน/แมคเคอเรล บรรจุกระป๋อง 4% และปลาหมึกแช่แข็ง 3% ส่วนตลาดส่งออกหลักนั้นยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา โดยมีสัดส่วนการส่งออก 49% สหภาพยุโรป 13% ญี่ปุ่น 12% ขายในประเทศ 11% อัฟริกา 6% โอเชียเนีย 3% ตะวันออกกลาง 2% เอเชีย 2% แคนาดา 1% และอเมริกาใต้ 1%
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2553 นั้น นายธีรพงศ์เผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2553 คาดว่า น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี บริษัทเองก็ยังคงต้องมีความระมัดระวังและดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อม ๆ กับ การมองโอกาสและช่องทางที่จะขยายทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโต ส่วนในเรื่องของปัจจัยเสี่ยงนั้น ค่าเงินบาทยังคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่บริษัทต้องติดตาม ซึ่งจากที่ผ่านมา บริษัทยังสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างดี ส่วนปัจจัยเรื่องราคาวัตถุดิบปลาก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามสถานการณ์เช่นเดียวกัน แต่จากการที่บริษัทมีกองเรือของตนเอง ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและทราบข้อมูลที่ชัดเจน จึงทำให้
และจากการที่บริษัททำกำไรสุทธิทั้งปีออกมาได้อย่างโดดเด่น ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอการจ่ายเงินปันผลงวดหลังในอัตราหุ้นละ 1.00 บาทต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 โดยแบ่งเป็นส่วนที่ได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 0.70 บาท และส่วนที่จะถูกหักภาษีเนื่องจากไม่ได้รับสิทธิพิเศษดังกล่าวจำนวน 0.30 บาท นายธีรพงศ์กล่าว

ไม่มีความคิดเห็น: