วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดตัว SLS AMG - Gullwing Super Sports Car

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความเป็นผู้นำแห่งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการนำขบวนยนตรกรรมระดับหรูทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถเพื่อการพาณิชย์รวมทั้งสิ้น 16 คัน จัดแสดงในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 31 ภายใต้แนวคิดนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะในการขับขี่ และความปลอดภัย อันเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ไว้อย่างครบถ้วน
ศาสตราจารย์ ดร. อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย) กล่าวว่า “แนวคิดในการออกแบบบูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้ เป็นการนำเสนอ ”Brand Quality” ซึ่งประกอบด้วย ความปลอดภัย ความสุนทรียภาพในการขับขี่ และความสะดวกสบาย ไฮไลท์ของบูธจึงไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอยานยนต์รุ่นต่างๆเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหล เทคโนโลยี และความสง่างามของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อีกด้วย”
“ไฮไลท์พิเศษของบริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ในปีนี้ คือการเปิดตัวสุดยอด ยนตรกรรมระดับซุปเปอร์สปอร์ตคาร์ Mercedes-Benz SLS AMG ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนารถยนต์ขั้นสูงสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อันประกอบไปด้วย ดีไซน์ที่ล้ำสมัยแบบหมดจด โดยทำให้โครงสร้างรถมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งพร้อมมีแฮนด์ดลิ่งแบบไดนามิกที่เหนือชั้น จึงนับได้ว่า SLS AMG เป็นที่สุดของรถระดับซุปเปอร์สปอร์ตคาร์แห่งยุคนี้” ดร. เพาฟเลอร์ เสริม
Mercedes-Benz SLS AMG มีต้นแบบการดีไซน์มาจากรุ่น 300 SL Gullwingในยุค1950 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ประตูเปิดแบบปีกนกซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ SLS AMG นั้นมีเสน่ห์เหนือคู่แข่งอื่นๆ ในด้านของแนวคิดของโครงสร้างรถนั้น SLS AMG เป็นรถที่ผลิตร่วมกันเป็นครั้งแรกระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ และ AMG โดยตัวถังและแชสซีส์ทำจากอลูมิเนียมทำให้สามารถลดน้ำหนักรถได้อย่างมาก โดย SLS AMG มีน้ำหนักเพียง 1,620 กก. เท่านั้นหัวใจของ SLS AMG ก็คือขุมพลังวี 8 ขนาด 6.3 ลิตรซึ่งสามารถผลิตกำลังได้ 571แรงม้าที่ 6,800 รอบต่อนาทีและแรงบิด 650 นิวตัน-เมตรที่ 4,750 รอบต่อนาที ด้วยแรงม้าและแรงบิดที่มหาศาลของเครื่องยนต์วี8 ของ SLS AMG นั้น จึงสามารถเร่งจาก 0-100 กม/ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที่ ความร็วสูงสุดที่ 317 กม/ชม.
นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้นำสุดยอดยนตรกรรมแห่งความหรูหราอย่าง the new generation S-Class มาแสดงในงานถึง 3 รุ่นด้วยกัน คือ S 300 L, S 350 CDI L BlueEFFICIENCY และ S 500 L ซึ่งเป็นรถธง ด้วยดีไซน์ใหม่ที่โดดเด่นภูมิฐาน พร้อมเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่เป็นเลิศ ทำให้ S-Class เป็นต้นแบบแห่งสุดยอดยนตรกรรมหรูระดับพรีเมียมที่ประสบความสำเร็จสูงสุด นอกจากนี้ ที่เป็นไฮไลท์สำคัญคือเทคโนโลยี SPLITVIEW ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกที่ติดตั้งในรถหรูระดับ S-Class โดยผู้ขับขี่สามารถอ่านแผนที่ Navigator จากหน้าจอภาพพร้อมกันกับผู้โดยสารตอนหน้าที่สามารถรับชมภาพยนตร์จาก DVD ได้ในจอเดียวกัน
The new E-Class เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำมาแสดงในงาน ประกอบด้วย E 300 AVANTGARDE, E 200 CGI BlueEFFICIENCY ELEGANCE, E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE และ E 250 CGI BlueEFFICIENCY Coupé ELEGANCE โดย the new E-Class ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ ในเซ็กเม้นท์เดียวกัน นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยขับ driver assistance systems ซึ่งเพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ที่เดินทางบนท้องถนน
“ในปี 2552 ที่ผ่านมา E-Class ถือเป็นหัวใจหลักของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ความสำเร็จนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า E-Class เป็นรถยนต์หรูที่สามารถครองใจลูกค้าเป็นอันดับต้น ๆ และด้วยสมรรถนะที่เป็นเลิศในทุกๆด้านของ the new E-Class เราเชื่อมั่นว่าจะเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างยาวนาน” ดร. เพาฟเลอร์กล่าว
ยานยนต์ยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำจัดมาแสดงก็คือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ C-Class ซึ่งประกอบด้วยรุ่น C 200 KOMPRESSOR AVANTGARDE, C 220 CDI และ C 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ ที่เพิ่มทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน พร้อมอุปกรณ์ อาทิ ระบบ COMMAND พร้อมเนวิเกชั่น เครื่องเล่น DVD ระบบเสียงโดย Harman Kardon ® Logic 7® และ กุญแจ Keyless-GO นอกจากนวัตกรรมอันทันสมัยแล้ว C-Class ยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรถที่ให้ความสนุกในการขับขี่อย่างยิ่ง
นอกจากนี้สำหรับท่านที่ชื่นชอบรถนีชคาร์โมเดล เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำรุ่นใหม่ๆมาแสดงในงานด้วย อาทิ CLS 350 รุ่นใหม่ล่าสุด, ML 300 CDI BlueEFFICIENCY ในราคาเริ่มต้นที่ 5,990,000 บาท และ SLK 200 KOMPRESSOR ในราคาเริ่มต้นที่ 3,999,000 บาท
ไม่เพียงแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ในงานนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังนำเสนอรถเพื่อการพาณิชย์ Vito 115 CDI เวอร์ชั่น extra long ความยาว 5,223 มม. ที่ให้เนื้อที่ใช้สอยกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมประตูเลื่อนไฟฟ้า, ระบบช่วยจอด, ระบบตั้งความเร็ว Vito 115 CDI มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2,148 ซีซี ให้กำลัง 150 แรงม้าที่ 3,800 รอบ
BlueEFFICIENCY: นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
BlueEFFICIENCY เป็นเทคโนโลยีซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์นำมาแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ BlueEFFICIENCY เป็นนวัตกรรมอันทรงประสิทธิภาพที่สุดในด้านการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงรวมทั้งลดปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์จากท่อไอเสีย เพิ่มความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการปรับโครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆของรถ ให้มีน้ำหนักเบา มีแรงเสียดทานต่ำและมีโครงสร้างที่ลู่ลมมากที่สุด ด้วยดีไซน์ โครงสร้างทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งปรับอุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่การลดน้ำหนักเครื่องยนต์ กระจกหน้ารถ พวงมาลัย เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการประหยัดน้ำมัน และลดมลพิษโดยยังคงสมรรถนะเต็มประสิทธิภาพในด้านสุนทรียภาพในการขับขี่ ความสะดวกสบายหรูหราและความปลอดภัย อันเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ไว้อย่างครบถ้วน โดยในงานนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เปิดตัวยานยนต์ BlueEFFICIENCY ด้วยเครื่องยนต์ CGI ถึง 6 รุ่นด้วยกัน
MercedesSport : หรูหราสไตล์สปอร์ต
ในปีนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้ถือโอกาสเปิดตัว MercedesSport ชุดแต่งที่เพิ่มความหรูหราแบบสปอร์ตลิขสิทธิ์เฉพาะเมอร์เซเดส-เบนซ์เท่านั้น อาทิ ล้ออัลลอยด์ ชุดแต่งช่วงล่างแบบสปอร์ต รวมถึงชุดแต่งรอบคันต่าง ๆ ที่เพิ่มระดับความหรูหรา หากแต่โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตให้กับรถยิ่งขึ้น MercedesSport ได้รับการพัฒนาโดย Mercedes-Benz Accessories GmbH ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์และวิศวกรทีมเดียวกับที่ออกแบบยานยนต์รุ่นอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลูกค้าจึงสามารถมั่นใจในมาตรฐานของชุดแต่งที่มีคุณภาพ เสมือนเป็นชิ้นเดียวกับตัวรถ โดยชุดแต่งที่ได้นำมาแสดงในงานนี้มาพร้อมกับรุ่น E 250 CGI BlueEFFICIENCY Coupé ELEGANCE
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขอเชิญท่านสัมผัสยนตรกรรมหรูหลากรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยียานยนต์อันล้ำสมัย ที่งานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายนนี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา

ไม่มีความคิดเห็น: