วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ซีพีเอฟ รายงานกำไร 3,224 ล้านบาท เพิ่ม 318% จากปีก่อน

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟรายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2553 ด้วยยอดขายจำนวน 43,613 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 25% จากงวดเดียวกันของปี 2552 โดยยอดขายจากกิจการในต่างประเทศเติบโต 114% กิจการในประเทศไทยเติบโต 10% และรายงานกำไรสุทธิของบริษัทรวมเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน ประกอบกับประสิทธิภาพในการบริหารด้านการเงิน ทำให้อัตรากำไรสุทธิของไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 7 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 ของงวดเดียวกันของปี 2552

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ) กล่าวถึงผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี /2553 ว่ากิจการในต่างประเทศโดยเฉพาะในตุรกี อินเดียและมาเลเซีย มีการขยายตัวและเติบโตทั้งยอดขายและอัตราการทำกำไรจากปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายจากกิจการในส่วนนี้คิดเป็น 25% ของยอดขายรวม และยังคงมีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เชื่อว่ากิจการในต่างประเทศจะเป็นส่วนงานสำคัญของการเติบโตของยอดขายและกำไรของบริษัทในอนาคต โดยในหลายประเทศ เช่น อินเดีย รัสเซีย ฟิลิปปินส์ ก็มีแผนงานการขยายงานเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และบริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทในประเทศเคนย่าและแทนซาเนีย
สำหรับผลการดำเนินงานของกิจการในประเทศในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 มีโอกาสที่กำไรจะมากกว่าในช่วงไตรมาส 1 ที่มีกำไร 3,224 ล้านบาท เนื่องจากในช่วง 2 ไตรมาสดังกล่าวถือเป็นช่วง High Season ของธุรกิจอาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น กุ้ง ซึ่งสามารถเพาะเลี้ยงได้ดี และยังมีผลผลิตออกมาจำนวนมาก ขณะที่แนวโน้มในไตรมาส 4 ปี 2553 ประเมินว่ากำไรมีโอกาสที่จะอ่อนตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากเข้าสู่ช่วง Low Season ของธุรกิจ มาจากสภาพภูมิอากาศที่เข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ซึ่งไม่เหมาะต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง
ขณะที่ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจกรีซ ที่เกิดขึ้นจนกระทบต่อเศรษฐกิจในยุโรปและลามไปยังเศรษฐกิจโลกนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกไปตลาดยุโรป เพราะมียอดขายในตลาดยุโรปประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปีถือว่าไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยอดขายรวมทั้งบริษัท ประกอบกับ บริษัททำธุรกิจอาหารที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต ทำให้ยอดการบริโภคสินค้าไม่ได้ลดลง ส่วนธุรกิจอาหารทั้งกุ้งและเกี๊ยวกุ้งนั้น ได้รับความสนใจจากลูกค้าในต่างประเทศสูงมาก จนปัจจุบันผลิตสินค้าออกสู่ตลาดได้ไม่เพียงพอกับความต้องการที่มีอยู่แล้ว จึงเตรียมขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเกี๊ยวกุ้งในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ แนวโน้มราคาเนื้อสัตว์ในประเทศ ที่เริ่มมีทิศทางสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ประมาณ 10% เพราะสภาพอากาศในปีนี้ที่ร้อนและเกิดปัญหาฤดูแล้งในบางพื้นที่ ทำให้สัตว์เป็นโรคมากขึ้น จึงคาดว่า ผลผลิตเนื้อสัตว์ที่ออกสู่ตลาดจะลดลง 10-20% แต่บริษัทไม่ได้ผลกระทบจากภัยแล้งเพราะมีฟาร์มอยู่ในพื้นที่มีระบบชลประทานที่พอเพียง
สำหรับงบลงทุนในปีนี้บริษัทตั้งไว้ที่ 6 พันล้านบาท เป็นไปตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ โดยใช้เพื่อการลงทุนขยายธุรกิจ โดยแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 3 พันล้านบาทและอีก 3 พันล้านบาทสำหรับลงทุนต่อเนื่องในต่างประเทศ นายอดิเรกกล่าว

ไม่มีความคิดเห็น: